post

วิธีแก้คอเคล็ดด้วยตัวเอง

ปวดคอ คอเคล็ด เป็นปัญหาสุขภาพที่สามารถพบได้บ่อยๆ และเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะกับวัยทำงานที่ต้องมีการก้มๆ เงยๆ อยู่ตลอดทั้งวัน อาการคอเคล็ดอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันจนไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้เต็มที่เหมือนเช่นเคย หากคุณผู้อ่านเป็นคนหนึ่งที่มีปัญหาคอเคล็ดอยู่บ่อยๆ ล่ะก็เรามีเคล็ดลับดีๆ ในการบรรเทา อาการคอเคล็ด มาฝาก

คอเคล็ด เกิดจากอะไร

อาการคอเคล็ด เกิดจากการใช้งานคอมากเกินไป ซึ่งมีผลให้กล้ามเนื้อคอยืดเกินไป หรือตึงเกินไป จนส่งผลให้เกิดอาการปวด ตั้งแต่ปวดเพียงเล็กน้อย ไปจนถึงปวดอย่างรุนแรง จนขยับศีรษะได้ลำบาก หรือไม่สามารถขยับศีรษะได้ อย่างไรก็ตาม อาการคอเคล็ดก็อาจเกิดได้จากปัจจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • การบาดเจ็บรุนแรงที่บริเวณคอ เช่น ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์
  • การบาดเจ็บเล็กน้อย เช่น นอนผิดท่า นอนตกหมอน การก้มหรือจ้องมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานๆ
  • อุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา
  • โรคข้ออักเสบ
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • ความเครียด

มีวิธีแก้ คอเคล็ด ได้อย่างไรบ้าง

หากมี อาการคอเคล็ด สามารถรับมือได้ง่ายๆ ดังนี้

  • ยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ

– หากมีอาการปวดบริเวณคอ บ่า ไหล่ หรือเริ่มมี อาการคอเคล็ด ให้ค่อยๆ ทำการยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ ดังนี้

– หมุนไหล่ไปข้างหลังแบบขึ้นและลง 10 ครั้ง

– บีบสะบักเข้าหากัน 10 ครั้ง

– แนบหูไปที่หัวไหล่สลับไปมา 10 ครั้ง

– กรณีที่นั่งรถ หรือนั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิงศีรษะ สามารถเอนศีรษะไปที่พนักพิงศีรษะของเบาะรถหรือเบาะเก้าอี้ แล้วค้างไว้ 30 วินาที

  • ประคบร้อน-ประคบเย็น ในบริเวณที่ คอเคล็ด

หากมี อาการคอเคล็ด สามารถนำผ้าขนหนูชุบน้ำร้อนหรือน้ำอุ่น หรือใช้ผ้าขนหนูห่อน้ำแข็ง แล้วนำไป ประคบที่บริเวณคอที่มีอาการเคล็ดขัดยอก หากเป็นไปได้ควรทำการประคบตั้งแต่ 24-48 ชั่วโมงแรกที่มีอาการ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนและบรรเทาอาการกล้ามเนื้ออักเสบและบรรเทาอาการปวด

อาบน้ำอุ่น

การ อาบน้ำอุ่น หรือการแช่ตัวในน้ำอุ่น ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีส่วนช่วยบรรเทาอาการคอเคล็ดได้ เนื่องจากน้ำอุ่นจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงมากจนเกินไป จึงสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดคอ หรือคอเคล็ดได้

ปรับเปลี่ยนบรรยากาศในการนอน

บางครั้ง อาการคอเคล็ด ก็อาจเกิดจาก ปัญหาในการนอนหลับ หมอนที่ใช้นอนอาจแข็งจนเกินไป หรือมีขนาดที่ไม่รองรับกับศีรษะ ทำให้เวลานอนแล้วรู้สึกไม่สบายคอ ไม่สบายศีรษะ เสี่ยงที่จะทำให้กล้ามเนื้อตึง จนเกิดอาการปวด ควรเลือกหมอนที่ไม่นิ่มหรือแข็งจนเกินไป และเลือกหมอนที่มีขนาดกว้างพอที่จะรองรับศีรษะ และควรกว้างพอที่จะรับกับการปรับเปลี่ยนท่าทางในการนอนสำหรับผู้ที่นอนตะแคงด้วย เพื่อป้องกันอาการคอเคล็ด

รับประทานยาแก้ปวด

อาการคอเคล็ด สามารถรับประทานยาแก้ปวดที่สามารถสั่งซื้อได้เอง โดยไม่ต้องใช้คำสั่งยาจากแพทย์ เช่น พาราเซตามอล ไอบูโพรเฟน นาพรอกเซน หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เพื่อบรรเทาอาการปวด อย่างไรก็ตาม การปรึกษากับแพทย์และเภสัชกรก่อนซื้อยาถือเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อจะได้ซื้อยารักษาโรคได้ตรงตามอาการ

  • ปรับท่าทางในการนั่ง

ในกรณีที่ต้องนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์ ควรปรับความสูงของหน้าจอให้พอดีกับระดับสายตา เพื่อลดการเงยคอไว้สูงหรือก้มต่ำจนเกิดไป การปรับท่านั่งให้พอดีกับโต๊ะและจอคอมพิวเตอร์ มีส่วนช่วยป้องกันอาการปวดหรือเมื่อยคอจากการก้มหรือเงยคอนานเกินไป

เมื่อไหร่ควรไปพบคุณหมอ

อาการคอเคล็ด แม้จะไม่ใช่ปัญหาสุขภาพที่อันตรายรุนแรง และสามารถบรรเทาอาการให้ดีขึ้นตามลำดับได้ อย่างไรก็ตาม หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรไปพบคุณหมอ

  • มีอาการคอเคล็ดร่วมกับอาการต่างๆ เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ
  • อาการคอเคล็ดไม่ทุเลาลงภายในสองหรือสามวัน แม้จะมีการบรรเทาอาการคอเคล็ดแล้วก็ตาม
  • มีอาการปวดที่คออย่างรุนแรง

 

post

 เคล็ดลับแก้ปัญหาสิวที่คอ

สิวอาจขึ้นได้หลายตำแหน่งของร่างกายทั้ง ใบหน้า ลำคอ และหลัง เมื่อเกิดสิวขึ้นแล้วไม่เพียงแต่มาพร้อมความเจ็บปวด แต่สิวยังทำให้เกิดรอยดำรอยแดงตามมาอีกด้วย วันนี้เราจึงจะมาแนะนำวิธีแก้ปัญหาสิวที่คอ ที่รับรองเลยว่าทำแล้วได้ผลแน่นอน

1.เลือกใช้ครีมที่เหมาะสม

การทาครีมบำรุงต่างๆ บนใบหน้าและลำคอ ควรเลือกครีมที่มี SPF เพื่อช่วยป้องกันแสงแดดที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิวที่คอ โดยหากวันไหนมีกิจกรรมที่ต้องเผชิญกับแดด ก็ควรทาครีมที่มีส่วนผสมของ SPF เยอะขึ้นมาหน่อย แล้วจะช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้ดี พร้อมลดปัญหาสิวที่คอได้อย่างแน่นอน

2.มัดผมเมื่อผมเริ่มมัน

ช่วงที่สาวๆ ไม่ค่อยได้สระผมหรือนานๆ จะสระผมสักครั้ง ก็มักจะมีปัญหาผมมันตามมา ซึ่งเราไม่ควรปล่อยผมให้ปะบริเวณลำคอมากเกินไป เพราะคราบน้ำมันที่มีในเส้นผมจะทำให้เกิดสิวที่ลำคอได้ เพราะฉะนั้นทางที่ดีควรมัดผมให้เรียบร้อยเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดสิวจะดีกว่า

3.เลือกยาสระผมและครีมนวดที่ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน

ซิลิโคนในยาสระผมและครีมนวดจะช่วยทำให้ผมของเรานุ่มลื่น แต่อย่าลืมว่าซิลิโคนนั้นทำให้รูขุมขนของเราอุดตันได้ และเกิดสิวขึ้นมาในที่สุด ดังนั้นจึงควรเลือกยาสระผมและครีมนวดที่ไม่มีซิลิโคนเป็นส่วนผสมจะดีกว่า แล้วปัญหาสิวที่คอจะไม่มากวนใจแน่นอน

4.ใส่เสื้อผ้าบางๆ

การที่เราใส่เสื้อผ้าหนาไป เมื่อร่างกายเกิดเหงื่อจะทำให้คราบเหงื่อไคล ไหลไปอยู่บริเวณต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะลำคอ ซึ่งเมื่อเกิดการสะสมของแบคทีเรียและความอับชื้น จะทำให้เราเกิดสิวได้ ดังนั้นควรเลือกสวมเสื้อผ้าโปร่ง โล่ง สบาย เพื่อลดปัญหาสิวที่ตามมา

5.หากิจกรรมลดความเครียด

สิวที่คอเกิดจากความเครียด ต่อให้รักษาใช้เวลานานเท่าไหร่ก็ไม่หาย วิธีเดียวที่จะรักษาได้คือการลดความเครียด โดยการหากิจกรรมทำเพื่อผ่อนคลาย ซึ่งวิธีนี้อาจต้องใช้เวลานานสักหน่อยเพื่อปรับฮอร์โมนในร่างกาย แต่รับรองได้ว่าสิวหายแน่นอน

6.ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากทำหลายวิธีแล้ว สิวที่คอก็ยังขึ้นอยู่เรื่อยๆ และไม่หายสักที ก็คงต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วล่ะ เพื่อหาแนวทางการรักษาสิวที่คอให้หมดไป พร้อมรับคำแนะนำที่จะช่วยลดการเกิดสิวที่คอได้นั่นเอง

อย่างไรก็ตามการเกิดสิวไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด และในปัจจุบันการใช้แพทย์ทางเลือกเพื่อรักษาสิวก็มีมากมาย โดยสิวที่เกิดขึ้นเราก็ควรพิจารณาดูว่าเกิดจากสาเหตุใด เพื่อจะได้รักษาและป้องกันได้อย่างถูกจุด

 

post

ปัสสาวะบ่อยเป็นโรคอะไร

หากใครมีการปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ บางคนปวดปัสสาวะ 2-3 ครั้งต่อชั่วโมง หรือต้องลุกไปเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนบ่อยๆ ถือเป็นโรคอย่างหนึ่ง เป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

ภาวะปัสสาวะบ่อยเกินไป เป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย บางรายไม่รู้ตัวว่าเป็นอยู่หรือไม่รู้ตัวว่า มีอาการส่อแววว่าเข้าข่ายโรคนี้ โดยผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการปวดปัสสาวะบ่อยกว่าคนทั่วไป ทุกครั้งที่ปวดจะมีอาการรุนแรงที่ต้องเข้าห้องน้ำให้ได้ อาจปวดทุกชั่วโมงจนไม่เป็นอันทำอะไร แม้แต่ตอนกลางคืนก็นอนไม่ได้เพราะต้องลุกมาเข้าห้องน้ำทั้งคืน สร้างความทุกข์ทรมานและความรำคาญให้กับผู้ที่เป็น

ในภาวะคนปกติ เมื่อมีน้ำอยู่ในกระเพาะปัสสาวะในปริมาณครึ่งหนึ่งของกระเพาะปัสสาวะ คนทั่วไปจะเริ่มรู้สึกหน่วงๆ ยังไม่ถึงขั้นที่เรียกว่าปวด แต่หากเดินผ่านห้องน้ำก็อาจจะแวะเข้าห้องน้ำ เพื่อปลดความหน่วงนั้นทิ้งไป แต่ถ้ายังหาห้องน้ำไม่ได้ หรือติดภารกิจอื่นอยู่ จะยังไม่ขวนขวายที่จะเข้าห้องน้ำกระทั่งมีน้ำอยู่ในกระเพาะปัสสาวะจนเต็ม กระเพาะปัสสาวะจะเกิดการบีบตัวและปวดในที่สุด และเมื่อปวดคนปกติจะเข้าห้องน้ำและถ่ายปัสสาวะตามลำดับ

แต่ถ้าหากเป็นคนที่ผิดปกติหรือมีภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินไป จะรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยเกือบทุกชั่วโมง หากเป็นเวลากลางคืนจะนอนไม่เพียงพอเพราะต้องลุกมาเข้าห้องน้ำทั้งคืน ซึ่งกระเพาะปัสสาวะจะเกิดการบีบตัวทั้งที่น้ำยังไม่เต็มกระเพาะปัสสาวะ เมื่อขับถ่ายออกมาจะมีปริมาณน้อยสวนทางกับอาการปวด เพราะคนที่มีภาวะนี้ จะรู้สึกปวดหนักมากและต้องเข้าห้องน้ำให้ได้ และอาจกลั้นไม่อยู่จนต้องปล่อยราดออกมา

รู้จัก ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินไป

สาเหตุที่แท้จริงของภาวะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่สรุปได้ คร่าวๆ ได้ว่ามีบางอย่างรบกวนการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ โดยทั่วไปเกี่ยวข้องกับระบบประสาทควบคุมที่ทำให้มีการบีบตัวไวเกินไป แต่อย่างไรก็ตามอาจมีโรคอื่นที่ไม่ใช่กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินไปเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน หากมีการพบแพทย์ แพทย์จะทำการตรวจหาโรคอื่นก่อน เช่น ตรวจอาการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะว่ามีหรือไม่ ตรวจว่ามีเม็ดเลือดแดงปนอยู่ในกระเพาะปัสสาวะหรือไม่ หรืออาจตรวจเลือดหาความผิดปกติ และตรวจดูการทำงานของไตว่า มีความบกพร่องหรือมีการกลั่นปัสสาวะบ่อยเกินไปหรือไม่

อาจต้องให้คนไข้จดบันทึกว่าภายใน 24 ชั่วโมง มีการดื่มน้ำเท่าไร ดื่มน้ำชนิดไหนบ้าง เช่น น้ำเปล่า น้ำส้ม กาแฟ เป็นต้น และดื่มในปริมาณเท่าไร มีการถ่ายปัสสาวะกี่ครั้ง เวลาไหนบ้าง มีอาการอื่นร่วมหรือไม่ เพื่อทำการประเมินต่อไป ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการจดบันทึกคือ 3 วัน จากนั้นแพทย์จะประเมินจากข้อมูลเหล่านั้น เพื่อหาสาเหตุของการขับถ่ายปัสสาวะที่บ่อยกว่าคนปกติ เพราะในผู้ป่วยบางรายพบว่ามีพฤติกรรมดื่มน้ำบ่อยทั้งที่ร่างกายยังไม่ทันขาดน้ำ อาจเกิดจากอาการคอแห้งบ่อย ก็เป็นสาเหตุให้ปัสสาวะบ่อยกว่าคนปกติได้ หรือบางคนชอบทานผลไม้ที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากก็ทำให้ปัสสาวะบ่อยได้เช่นกัน ทั้งนี้ก็ต้องรู้ก่อนว่าคนไข้มีพฤติกรรมอย่างไร จึงจะทำการรักษาได้ถูกจุด หากพบว่าเป็นที่พฤติกรรมก็ต้องให้คนไข้ปรับพฤติกรรมตนเอง และอาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากภาวะบีบตัวไวเกินไปของกระเพาะปัสสาวะ

สังเกตได้ว่าการขับถ่ายแต่ละครั้งมีปริมาณเท่าไหร่  ซึ่งอาการปวดเกิดจากน้ำที่เต็มกระเพาะปัสสาวะ แตกต่างจากคนที่กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวกว่าปกติที่มักขับถ่ายออกมาในปริมาณน้อยเพราะขับถ่ายทั้งที่น้ำยังไม่ทันเต็มกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้อาจมีการตรวจร่างกายต่อไปเป็นลำดับ หลังจากจดบันทึกพฤติกรรมของผู้ป่วยแล้ว และยังหาสาเหตุไม่พบ

ส่วนใหญ่ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินไปจะเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะโดยตรง เช่น การอักเสบ เรื่องของโรคในกระเพาะปัสสาวะ เช่น มีนิ่วหรือก้อนเนื้องอก หรือความผิดปกติของอวัยวะข้างเคียง เช่น ในผู้หญิงอาจมีความผิดปกติของมดลูก เรื่องของฮอร์โมนที่ขาดไป แต่เรื่องสำคัญที่พบว่ามีความเกี่ยวข้องกันที่ต้องทำการแยกแยะ คือความผิดปกติของระบบประสาทสั่งการทั้งสมอง ไขสันหลัง และส่วนต่างๆ ทั้งหมด

สาเหตุแท้จริงนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่ามีหลายอย่างมากระตุ้นได้ เช่น อุปนิสัย เครื่องดื่มบางชนิด การใช้ชีวิต อย่างเช่นบางคนอาจมีภาวะที่ต้องกลั้นปัสสาวะอยู่เรื่อย ๆ รวมถึงอาหารบางอย่างที่มีคุณสมบัติในการเร่งการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ เช่น กาเฟอีน เครื่องดื่มที่มีรสจัด โซดา อาหารที่รสจัด เครื่องเทศ วาซาบิ เป็นต้น

ภาวะดังกล่าวสามารถพบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง แต่อาจพบที่ช่วงอายุต่างกัน ในผู้หญิงมักพบในวัยทำงาน วัยมหาวิทยาลัย แต่ในผู้ชายจะพบเมื่ออายุมากกว่าอาจมาจากต่อมลูกหมากโตหรือการทำงานของสมองเริ่มบกพร่อง

 

post

ความเชื่อผิดๆในการเลี้ยงเด็ก

สำหรับพ่อแม่มือใหม่หรื่อพี่เลี้ยงเด็กก็ตาม วันนี้เราจะพาไปทำความเข้าใจว่าเด็กทารกนั้นบอบบางมาก ต้องให้การดูแลอย่างใกล้ชิดและระมัดระวังเป็นพิเศษในทุกๆ เรื่อง และคำพูดจากแพทย์ผู้ชำนาญการก็เป็นข้อแนะนำที่นำมาปฏิบัติใช้ได้ดีที่สุด เพราะบางครอบครัวคุณตาคุณยายหรือคุณปู่คุณย่าอาจมีคำแนะนำบางอย่างที่ในทุกวันนี้ทางการแพทย์สามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าเป็นอันตรายต่อเด็ก

ผู้หลักผู้ใหญ่บางท่านอาจจะบอกว่า ฉันเลี้ยงแบบนี้มานานแล้ว ไม่เห็นมีใครเป็นอะไร ซึ่งนับเป็นเรื่องโชคดี เพราะในอดีตการรับข่าวสารยังไม่กว้างพอเท่าสมัยนี้ บางครอบครัวอาจทำตามความเชื่อแล้วเด็กเป็นอันตรายก็มี งั้นมาดูกันสักนิดว่าความเชื่ออะไรบ้างที่ควรล้มเลิก เพราะถ้าทำอาจเกิดอันตรายต่อเด็กอย่างมาก

ความเชื่อผิดๆ ในการลี้ยงเด็กเล็ก

ป้อนกล้วยบดก่อนวัย 6 เดือน

แน่นอนว่าทุกคนต่างหวังดีต่อเด็ก ผู้ใหญ่หลายท่านอาจจะเห็นว่าเด็กทารกกินนมจากแม่อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงนำกล้วยสุกมาบดและป้อนให้ทารกกิน ซึ่งในความจริงนั้นอันตรายมาก เพราะกระเพาะของทารกยังไม่แข็งแรงและไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะย่อยอาหาร จนอาจส่งผลให้เกิดอาการอื่นๆ ตามมาได้ เช่น

ลำไส้อุดตัน ซึ่งการดูดซึมอาหารยังไม่แข็งแรง อาจรุนแรงถึงขั้นต้องผ่าตัด

เกิดการอุดตันทางเดินหายใจ เพราะทารกในวัยนี้ยังไม่พร้อมที่จะทานอาหารจึงอาจสำลักและอุดตันทางเดินหายใจ

สารอาหารไม่เพียงพอ แม้บางคนกินกล้วยบดแล้วไม่เป็นไร แต่สารอาหารที่สำคัญที่สุดของทารกคือนมแม่ หากป้อนกล้วยบดอาจทำให้เด็กอิ่มและกินนมแม่ได้น้อยลง มีผลต่อการเจริญเติบโต

ดัดขากันขาโก่ง

คนมีลูกมีหลาน ก็อยากให้เด็กโตมาขามีทรงสวยโดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่ควรมีขาเรียวงามไม่โก่ง ผู้ใหญ่หลายบ้านจึงทำการดัดขาเด็กให้เข้ารูปตามที่เขาต้องการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำนอกจากจะทำให้เด็กเจ็บแล้วอาจทำให้ขาผิดรูปมีผลต่อการคลานและหัดเดิน เพราะตามความเป็นจริงแล้วเด็กทุกคนขาโก่งอยู่แล้วแต่จะเริ่มพัฒนาการเข้าที่เมื่ออายุ 2 ขวบ

ใช้น้ำปัสสาวะเช็ดลิ้นเด็ก

คนโบราณว่าไว้ถ้าลิ้นลูกเป็นฝ้าขาว ให้เอาผ้าอ้อมซับปัสสาวะของเด็กแล้วมาเช็ด เพราะเชื่อว่าปัสสาวะของเด็กนั้นสะอาดบริสุทธิ์ แต่ในความจริงนั้นไม่ควรทำ ฝ้าขาวบนลิ้นเด็กอาจจะเกิดจากการกินนมแม่ หรือเชื้อราบางชนิดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เพียงแค่ใช้ผ้าซับน้ำสะอาดเช็ดก็เพียงพอแล้ว

ใช้สมุนไพรกวาดคอ

ในอดีตเมื่อเด็กทารกมีอาการไม่สบาย ผู้ใหญ่มักจะเอายาสมุนไพรป้ายนิ้วแล้วกวาดไปในคอของเด็ก ยิ่งการกระทำแบบนี้นอกจากจะไม่ช่วยให้ดีขึ้นแล้วอาจทำให้เด็กติดเชื้อและอาการหนักกว่าเดิมได้ ทางที่ดีเมื่อเด็กมีอาการผิดปกติเหมือนไม่สบาย ควรรีบพาไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญดีที่สุด

ใช้น้ำนมหยอดตา

เด็กทารกบางคนที่มีอาการตาแดง อาจเกิดจากเชื้อโรค ฝุ่น ไวรัส หรือแมลง ตามความเชื่อคือใช้น้ำนมแม่หยอดตาเด็กเพราะเชื่อว่าน้ำนมนั้นเป็นสิ่งบริสุทธิ์ช่วยรักษาอาการตาแดงลูกน้อยได้ แต่ในความจริงการใช้น้ำนมหยอดตาลูกอาจยิ่งทำให้อาการหนักกว่าเดิม ทางที่ดีควรพาไปพบแพทย์จะดีกว่า

เพราะเด็กทารกนั้นค่อนข้างบอบบาง และความเชื่อในหลายๆ อย่างที่ตกทอดมานั้นถูกพิสูจน์ทางการแพทย์แล้วว่าไม่ควรทำ ซึ่งข้อนี้เป็นเรื่องน่าห่วงสำหรับผู้หลักผู้ใหญ่ พ่อแม่สมัยใหม่นั้นค่อนข้างจะรู้ดีอยู่แล้วจากการแนะนำของแพทย์ ถ้ายายหรือย่ายังยืนยันที่จะทำในสิ่งที่ตอนนี้ไม่ควรทำแล้วก็ควรพูดคุยกันแบบมีเหตุผลรองรับ เพราะสุขภาพของลูกน้อยนั้นสำคัญที่สุด

 

post

วิธีมาส์กหน้า

หลายคนสงสัยว่าการมาส์กหน้า นั้นสามารถทำได้ทุกวันหรือไม่ วันนี้เราจะพาไปหาคำตอบกัน สำหรับปัญหาโลกแตก มาร์คหน้าทุกวันได้หรือไม่การ มาร์คหน้า สามารถมาร์คได้ทุกวัน แต่ผลิตภัณฑ์ มาร์คหน้า ที่เลือกใช้ต้องเป็น ผลิตภัณฑ์ มาร์คหน้า ที่ทำขึ้นมาสำหรับเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นเท่านั้น ข้อแนะนำอย่างหนักแน่นก็คือ อย่าใช้ มาร์คหน้า ที่ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอื่นๆ เช่น

ลดจุดด่างดำ

หรือเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ผิวหน้าของเรา

เหตุก็เพราะว่า เจ้าสารบำรุงเหล่านั้นอาจจะทำให้ผิวบางได้ เพราะตัวมันเองมีหน้าที่ ที่จะแก้ไขปัญหาผิวต่างๆ นั้นเอง

หากจะใช้มาร์คที่ช่วยเรื่องอื่นนอกเหนือจากเพิ่มความชุ่มชื้น ให้ใช้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก็พอ และสำคัญมาก แม้จะสามารถใช้ได้ในทุกวัน สำหรับ มาร์คหน้า ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้า อย่าคิด มาร์คหน้า เกินเวลาเป็นอันเด็ดขาด โดยปกติตามฉลากจะแนะนำให้มาส์กแค่ 15-20 นาที เพียงแค่นั้นก็สามารถดึงศักยภาพของ ผลิตภัณฑ์ มาร์คหน้า ออกมาได้อย่างเต็มที่แล้วนั้นเอง  ไม่อย่างนั้น มาร์คหน้า จะดึงความชุ่มชื้นออกไปจากผิว หากแผ่น มาร์คหน้า ยังมีความชุ่มชื้นอยู่ ให้นำไปใช้กับผิ;พรรณในส่วนอื่นแทน

ยกตัวอย่างเช่น

  • ลำคอ

  • หรือจะเป็นแขน

  • แม้แต่ขาเองก็ด้วย

เป็นการประหยัดเงินไปในตัว แถมได้ผลลัพธ์ที่ดีสำหรัยผิวส่วนอื่นอีกด้วย เป็นไงล่ะ ผิวสวยสองต่อเลย ไม่สิ หลายต่อเลยก็ว่าได้ อย่าพยายามทิ้ง มาร์คหน้า ไว้ข้ามคืนเป็นอันขาด ขนาดทิ้งเวลาเกิน 20 นาทีแผ่นมาส์กยังจะดึงความชุ่มชื้นไปจากผิวเลย แล้วถ้าเผลอทิ้งไว้ข้ามคืนจนแห้งติดผิวแล้วละก็ อาจจะมีปัญหาที่ส่งผลต่อผิวหน้าก็เป็นได้ นั่นแหละตัวการทำผิวเหี่ยวและหน้าใสๆ ดูหมองลงไปเลยเขียว เพราะ มาร์คหน้า แห้งๆ จะยิ่งดึงเอาน้ำใต้ผิวไปไว้ในแผ่น มาส์ก หมด

ถ้าเป็น มาร์คหน้า แบบครีม ไม่แนะนำให้ใช้ดูแลผิวพรรณในทุกวันนะ เพราะตัว มาร์คหน้า แบบครีมอาจจะก่อให้เกิดการอุดตันในรูขุมขนได้ แถมต้องรอให้แห้งก่อนจึงค่อยล้างออก ซึ่งระหว่างรอเจ้า มาร์คหน้า แห้งนี่แหละอาจทำให้ หน้าเหี่ยว ได้แนะนำให้ใช้ มาส์กหน้า แบบครีมแค่สัปดาห์ละครั้งก็พอนะ

และในส่วน Sleeping Mask สามารถใช้งานตามความต้องการ ได้ทุกวันเลย เพราะออกแบบมาเพื่อเป็นครีมบำรุงอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นเนื้อเจล ไม่หนักหน้ามากนัก และเน้นเรื่องความชุ่มชื้น ดังนั้นไม่ทำให้ผิวเหี่ยวแน่นอน

สำหรับสรุปง่ายๆ เลยนะ สามารถมาส์กหน้าได้ทุกวัน แต่ต้องเป็นมาส์กเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นเท่านั้น และไม่ควรทิ้งระยะเวลาการมาส์กเกิน 20 นาที ไม่อย่างงั้นผิวเหี่ยวอย่างที่กลัวแน่นอน  และนอกจากนี้ การเลือกผลิตภํณฑ์ มาร์คหน้า ให้ดี ต้องเลือก ผลิตภัณฑ์ มาร์คหน้า เหมาะสมกับผิวของผู้ใช้เป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอันดับแรกๆ การใช้ มาร์คหน้า ผิดลักษณะของผิว จากผลลัพธ์ที่จะทำให้ดูดียิ่งขึ้น อาจจะกลายเป็นดับวูบ พังทลายลงตรงหน้าเลยก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหน้าบาง ซึ่งเป็นเหตุให้หน้าเกิดความอ่อนแอ ต่อด้วยขนาดรูขุมขนอาจจะเพิ่มขนาดกว่าเดิม ทำให้มีโอกาสสูงในการอุดตันของ สารบำรุงต่างๆ ที่มักถูกผสมกับ มาร์คหน้า เป็นหนึ่งในกระบวนการ การกิดของสิวนั้นเอง เห็นไหมว่า นอกจากจะได้ผลลัพธ์นิดๆหน่อยๆ แต่หากเลือกใช้อย่างถูกต้อง ถูกประเภทของผิวแล้วละก็ ยังไงก็บอกลาปัญหาผิวหน้าแบบเดิมๆ ไปได้เลย

 

post

ผายลมบอกปัญหาสุขภาพ

ทำไมเราจึงผายลม กลิ่นของผายลมบอกอะไรเราได้บ้าง ไขข้อสงสัยที่เกิดจากการผายลมว่าแบบไหนปกติ แบบไหนผิดปกติ ทั้งจากกลิ่น จำนวนครั้ง หรือแม้แต่เสียงของผายลม ก็บอกปัญหาสุขภาพของเราได้

จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย อธิบายว่า การผายลมเกิดขึ้นจากการระบายลมในลำไส้ ซึ่งเป็นผลมาจากการกลืนลมเวลาที่เรากลืนอาหาร กลืนน้ำลาย หรือจากการระบายแก๊สที่เกิดจากการย่อยอาหาร ในผู้ที่ผายลมมากๆ อาจเกิดจากแก๊สสะสมในกระบวนการย่อยอาหารที่มีแก๊สมาก เช่น

  • เครื่องดื่มน้ำอัดลม
  • อาหารพวกแป้งที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง
  • พืชตระกูลถั่ว
  • การกินอาหารเร็วเกินไป

กลิ่นของผายลม

  1. ไร้กลิ่น เกิดได้จากการรับประทานโปรตีนน้อย
  2. มีกลิ่น เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีโปรตีน หรือผักที่มีกลิ่นแรง
  3. มีกลิ่นแรงมากผิดปกติ อาจเกิดจากการมีลำไส้ติดเชื้อแบคทีเรีย ลำไส้ที่มีอุจจาระค้างอยู่นาน หรือลำไส้อุดตัน

ควรผายลมกี่ครั้งต่อวัน

จำนวนครั้งที่ผายลมต่อวันอาจมากน้อยแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับอาหารที่รับประทาน และสุขนิสัยการขับถ่าย ตราบใดที่ไม่มีอาการแน่นท้องก็ถือว่าปกติ

นอกจากนี้ ถ้าสังเกตพบว่าผายลมน้อยกว่าปกติ หรือแน่นท้อง อาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคลำไส้อุดตันได้

เสียงของผายลม

การผายลมที่มีเสียง เกิดจากการควบคุมลมในลำไส้ใหญ่ผ่านกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก ถ้าลมในลำไส้มีมาก จะทำให้ผายลมมีเสียงดังได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

 

 

post

เคล็ดลับอายุยืน

เคล็ดลับอายุยืนใครๆก็อยากอยู่ไปนานๆแบบร่างกายแข็งแรงไม่มีโรคภัยวันนี้เราจะพาดูกันว่าต้องปฎิบัติตัวกันอย่างไรให้อยู่ได้ถึง100 ปี

1.เคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ

คนที่มีอายุยืนส่วนใหญ่ไม่ใช่คนที่ได้เหรียญวิ่งมาราธอน เป็นนักเพาะกาย หรือคนที่ออกกำลังกายอย่างหนักตลอดเวลา แต่กลับเป็นคนที่เคลื่อนไหว” “อย่างเป็นธรรมชาติ” โดยใช้การขยับร่างกายไปพร้อมๆ กับการทำกิจวัตรประจำวัน ทั้งการทำสวน ทำงานบ้าน หรือเดินไปไหนมาไหนอย่างสม่ำเสมอทุกๆ วัน

2.มีเป้าหมายในชีวิต

เหตุผลของการมีชีวิตอยู่หรือเหตุผลที่ทำให้เราอยากจะตื่นขึ้นในทุกๆ เช้า เพื่อลงมือทำอะไรบางอย่างให้สำเร็จ จะเป็นเป้าหมายในหน้าที่การงาน หรือสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจำวันก็ได้เช่นกัน

3.มองโลกในแง่ดี

แม้ต้องเผชิญความเครียด แต่คนที่อยู่ในพื้นที่บลูโซนก็จะจัดการได้ดี โดยพวกเขาจะมีกิจวัตรประจำวันที่ช่วยทำให้ความเครียดลดลง อย่างชาวอิคาเรียจะมีชั่วโมงในการงีบหลับ ชาวซาร์ดิเนียจะมีชั่วโมงแห่งความสุข นั่งลงนึกถึงเหตุการณ์ดีๆ  และชาวโอกินาว่าจะมีช่วงเวลาเล็กๆ ในแต่ละวันเพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษ

4.กินอิ่มแค่ 80%

เป็นหลักการกินของชาวโอกินาว่าที่จะให้ท้องอิ่มเพียงแค่ 80 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนผู้สูงอายุที่อยู่ในพื้นที่บลูโซนส่วนใหญ่ก็กินอาหารน้อยลงในมื้อกลางวันและมื้อเย็น และหลีกเลี่ยงการกินจุบจิบระหว่างวัน เพราะการกินคือปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวชี้วัดสุขภาพในระยะยาว

5.กินธัญพืช

ถั่วเหลือง ถั่วดำ และถั่วอื่นๆ เป็นอาหารที่ชาวบลูโซนบริโภคเป็นหลัก ชาวโอกินาว่านิยมกินอาหารจากถั่วเหลืองหลายชนิด เช่น เต้าหู้และน้ำแกงมิโซะ เพราะในถั่วเหลืองมีสารฟลาโวนอยด์ช่วยป้องกันมะเร็ง ป้องกันโรคหัวใจ และอาหารประเภทถั่วเหลืองหมัก ยังช่วยให้มีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ ส่งผลให้ร่างกายมีสุขภาพดีอีกด้วย

6.ดื่มไวน์เป็นประจำ

คนที่อยู่บลูโซนส่วนใหญ่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างเช่น ไวน์เป็นประจำในปริมาณที่น้อย มีผลวิจัยยืนยันว่า การดื่มไวน์ 1-2 แก้วต่อวัน ช่วยลดการเกิดอัลไซเมอร์ และโรคพาร์กินสันได้ แต่มีข้อแม้ว่าห้ามดื่มเกินกว่านี้ เพราะอาจเกิดโทษได้

7.เป็นส่วนหนึ่งของสังคม

ด้วยความที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม การเป็นที่ยอมรับหรือเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่ว่าช่วงวัยไหนต่างก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ จากการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา 4 ครั้งต่อเดือน สามารถยืดอายุได้นานขึ้นถึง 4-14 ปีเลยทีเดียว

8.ให้ความสำคัญกับครอบครัว

คนอายุ 100 ปีขึ้นไปที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ มักจะให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นสิ่งแรก ทั้งการให้ความไว้วางใจกับคู่ชีวิต มอบความรัก และให้เวลากับลูกหลานอย่างสม่ำเสมอ

9.มีกลุ่มเพื่อนที่ดี

สังคมหรือกลุ่มเพื่อนที่ดีจะช่วยให้เรามีพฤติกรรมในการรักษาสุขภาพที่ดีตามไปด้วย หรือกลุ่มเพื่อน 5 คนที่ไว้ใจได้เพื่อแบ่งปันสิ่งดีๆ ร่วมกัน อีกทั้งยังมีงานวิจัยพบว่าความสุขและความเหงา คือโรคติดต่อชนิดหนึ่ง ดังนั้นการมีเพื่อนที่ดี ย่อมหมายถึงการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว

ใครมีเคล็ดลับดีๆ ในการดูแลตัวเองให้อายุยืนยาว ขอเชิญมาร่วมแบ่งปันให้เพื่อนๆกันค่ะ

 

post

ข้อควรระวังก่อนแต่งงาน

คู่ที่กำลังจะแต่งงานกัน จะระวังตัวเป็นพิเศษก่อนแต่งงานมีข้อห้ามต่างๆ มากมายที่ไม่ให้คู่บ่าวสาวทำก่อนแต่งงาน บางอย่างเป็นความเชื่อแต่โบราณที่ทำต่อๆ กันมา ไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้ว่าทำไมต้องห้ามทำ มาดูกันว่ามีอะไรบ้างเรื่องที่ไม่ควรทำก่อนแต่งงาน

  1. ห้ามลองชุดแต่งงานเล่นๆ ข้อนี้รวมไปถึงลองแหวน ลองเครื่องประดับลองทุกอย่าง โบราณเชื่อว่าลองชุดแต่งงานเล่นๆ ระวังจะขึ้นคาน อันนี้เห็นจะจริงตรงที่ หากว่าที่เจ้าสาวลองชุดแต่งงาน หรือลองอย่างอื่น แล้วเรื่องเยอะ จู้จี้จุกจิก อันโน้นก็ไม่ได้ อันนี้ก็ไม่ได้ ฝ่ายชายอาจจะเบื่อหน่าย และหนีไปก็เป็นได้ เห็นในข่าวอยู่บ่อยๆ ที่เจ้าบ่าวหนีงานแต่ง หรือฝ่ายว่าที่เจ้าบ่าวเอง ที่ไม่สนใจอะไรเลย ไม่กระตือรือร้น ไม่ช่วยเจ้าสาวจัดงาน เจ้าสาวก็อาจจะเปลี่ยนใจวินาทีสุดท้ายไม่ยอมแต่งงานก็เป็นได้ ดังนั้น ช่วงเตรียมงานแต่งก็เป็นอีกช่วงที่เรียกว่าช่วงวัดใจเลยก็ว่าได้ เจ้าบ่าวเจ้าสาวหลายๆ คู่ที่เคยผ่านการแต่งงานคงจะรู้กันดีว่าช่วงเตรียมงานแต่งเป็นช่วงที่ยุ่งและวุ่นวายขนาดไหน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ช่วยเหลือกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเรื่องเยอะเกินไป ก็อาจจะทำให้เกิดการเบื่อหน่าย และหนีกันไปกลางคันก็เป็นได้
  2. ห้ามลองแต่งหน้า เครื่องสำอาง หรือสารเคมีต่างๆ ก่อนงานแต่งงานเด็ดขาด เพราะหากหน้าพังขึ้นมาก่อนแต่งงานละก็ แก้ไขไม่ทันแน่ๆ เจ้าสาวควรเตรียมตัวเรื่องผิวพรรณ เรื่องความสวยความงามเสียแต่เนิ่นๆ ช่วงก่อนวันแต่งประมาณ 2-3 เดือนได้ยิ่งดี เพราะหากเกิดความผิดพลาด เช่น แพ้ครีม แพ้สารเคมี หน้าเป็นสิว หน้าเห่อขึ้นผื่นขึ้นมายังมีโอกาสรักษาให้หายทันได้ หากลองครีมในช่วงใกล้ถึงวันแต่งแล้วแพ้รับรองได้ว่าวันแต่งงานเจ้าสาวหน้าเห่อคงไม่ดีแน่
  3. พยายามอยู่บ้านไม่ควรเดินทางไปไหนที่เสี่ยงอันตราย โบราณว่าว่าที่บ่าวสาว ช่วงแต่งงานจะเนื้อหอมเป็นพิเศษ เนื้อหอมในที่นี้หมายถึงไวต่ออันตรายทั้งหลาย การเดินทางไปที่อันตราย หรือประมาทในการเดินทาง อาจจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ ดังนั้นช่วงใกล้วันแต่งงาน หากไม่จำเป็นก็ไม่ควรเดินทางไกล ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทดูแลตัวเองให้ดี
  4. คนโบราณห้ามคู่บ่าวสาวเจอหน้ากัน 3 วันก่อนแต่งงาน น่านะเป็นอุบายที่ฝึกความอดทนกับคู่บ่าวสาว หากมีความอดทนก็จะทำให้ครองรักกันยั่งยืน แต่ปัจจุบันความเชื่อนี้ค่อยๆ หายไปแล้ว คู่แต่งงานบางคู่อยู่ด้วยกันก่อนที่จะแต่งงานจนรู้นิสัยใจคอ แล้วค่อยแต่งงานกันก็มี ซึ่งก็สามารถครองรักกันได้ราบรื่น
  5. ห้ามเครียด คิดมากกับสิ่งที่เตรียมไว้แล้ว ตัดสินใจไว้แล้วก่อนถึงวันงาน ไม่ควรพะวงว่าอย่างอื่นดีกว่า ไม่ควรกังวลว่าจะเกิดข้อผิดพลาด แล้วเปลี่ยนแปลงกะทันหัน เพราะเวลาเหลือไม่มากแล้ว การเปลี่ยนแปลงกะทันหันอาจทำให้เกิดความผิดพลาดมากขึ้น ดังนั้นควรทำใจให้สบาย ปล่อยวาง คิดแต่สิ่งดีๆ หากงานมีข้อผิดพลาดบ้างก็เป็นเรื่องสุดวิสัยปล่อยมันไป คิดว่าเราทำดีที่สุดแล้ว

นีเป็นข้อที่ไม่ควรทำก่อนถึงวันงาน คู่บ่าวสาวที่แต่งงานหลายๆ คู่คงรู้ดีว่าการเตรียมงานแต่งงานเป็นงานเหนื่อย งานหนัก งานเครียด ดังนั้น ทั้งคู่ต้องคอยประคับประคอง ช่วยกันจัดงานแต่งให้ออกมาประทับใจที่สุดในแบบของตัวเอง ถือเป็นบทพิสูจน์แรกในการเริ่มต้นชีวิตคู่ ว่าจะผ่านไปได้ด้วยดี และราบรื่นแค่ไหน หากงานแต่งงานผ่านไปได้ด้วยดีโดยไม่มีปัญหาใหญ่ใดๆ ชีวิตคู่ก็คงจะราบรื่นได้ไม่ยาก

 

post

แนะนำซีรีส์สนุกสุดฮิต

หากกำลังมองหาซีรีส์ที่น่าติดตามวันนี้เราขอแนะนำสุดยอด ซีรีส์สนุกสุดฮิต ดูแล้วรับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

1. Game of Throne

ซีรีส์อันดับหนึ่งที่ยินดีอดหลับอดนอน ซีรีส์เรื่องนี้เล่าถึงดินแดนที่ชื่อเวสเทอร์รอสซึ่งประกอบไปด้วย 7 อาณาจักร แต่ละอาณาจักรถูกปกครองโดย 7 ตระกูล มีกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ โรเบิร์ต บาราเธี่ยน ซึ่งปกครอง คิงส์ แลนดิ้ง เมืองหลวงของอณาจักรทั้ง 7 และด้วยอำนาจบารมีนี้เองที่ทำให้มีแต่คนพยายามที่จะแย่งชิงโค่นล้มบัลลังก์ จนนำไปสู่สงครามของผู้นำตระกูลต่างๆ อย่างดุเดือด ดูแล้วจะรู้สึกตื่นเต้นปนอึดอัดเกือบจะตลอดเวลา เป็นอีกซีรีส์หนึ่งที่คุณไม่ควรพลาด

2. Homeland

เป็นซีรีส์กวาดรางวัลมากมาย เกี่ยวกับการป้องกันการก่อการร้ายในประเทศ ผ่านตัวละครสองฝ่าย คือ CIA ที่มี แคร์รี่ แมทธีสัน และฝั่งของ อบู นาซิ หัวหน้าผู้ก่อการร้าย ที่มีเป้าหมายคือการโจมตีสหรัฐอเมริกา โดยมี จ่าสิบเอก นิโคลาส โบรดี้ นาวิกโยธินที่ถูกจับเป็นเชลยมานานกว่า 8 ปี และได้รับการช่วยเหลือออกมา โดยฝั่ง CIA และรัฐสภาพยายามโปรโมทให้เค้าเป็นฮีโร่จากสงคราม แต่แคร์รี่ก็สงสัยว่าทำไมเขาถึงยังมีชีวิตอยู่ทั้งที่ถูกจับมานานกว่า 8 ปี และพยายามจับตามองโบรดี้ว่าเขาจะเป็นหนอนบ่อนไส้ที่ผู้ก่อการร้ายส่งมาหรือไม่ เเนะนำให้ดูเลยค่ะ

3. Prison Break

ซีรีส์แหกคุกยอดนิยมที่สุดของใครหลายๆ คน โดยเนื้อเรื่องย่อคือพระเอก ไมเคิล สโคฟิล ยอมติดคุกเพื่อไปช่วยพี่ชายที่โดนใส่ร้าย เขาสักพิมพ์เขียวไว้เต็มตัวเพื่อที่จะพาพี่ชายของเขาแหกคุกออกมา แต่เรื่องมันไม่ได้ง่ายถึงทำให้สนุกลุ้นละทึกตลอดทั้งเรื่องแบบลืมหายใจ ความดีงามคือพระเอกฉลาดมาก แถมเนื้อเรื่องก็หน้าติดตามทุกตอนค่ะ

 4. The Walking Dead

นี่คืออีกหนึ่งซีรีส์ยอดนิยมแห่งยุค ไปที่ไหนก็มีแต่คนพูดถึงซีรีส์แนวซอมบี้ดราม่าสยองขวัญ โดยมีพระเอกคือนายอำเภอ ริค ไกรมส์ ที่ตื่นขึ้นมาจากอาการโคม่าแล้วพบกับโลกที่เต็มไปด้วยซอมบี้กินเนื้อ เขาจึงต้องออกเดินทางเพื่อตามหาครอบครัว และพบกับผู้รอดชีวิตตามทางมากมาย เรื่องราวการผจญภัยต่างๆ นาๆ จึงเริ่มต้นขึ้น นี่คือหนึ่งในซีรีส์ที่มีเรตติ้งสูงที่สุดในอเมริกา

5. How to Get Away With Murder

เป็นซีรีส์ที่ดีสุดของแนวสืบสวนสอบสวน และมีไม่กี่เรื่องที่สนุกขนาดนี้ ยิ่งนักแสดงไม่ต้องพูดถึงมีความฉลาดทุกคน ดูแล้วคุณจะหลงรักทุกตัวละคร เนื้อเรื่องคือการทำยังไงก็ได้ที่จะหนีจากการเป็นฆาตกร  ให้ไปเดากันเองว่าพวกตัวเอกของเรื่องใครสักคนจะต้องไปฆ่าใครและเป็นคนร้าย แต่ละคนจะเอาตัวรอดได้อย่างไร สนุกมากอยากให้ดูมากค่ะ

6. Orange is the new black

ซีรีส์เขียนจากประสบการณ์จริง เรื่องราวเล่าถึงหญิงสาวที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์ค ซิตี้ ถูกจับข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติด เพราะเมื่อ 10 ปีก่อนเธอได้เคยขนเงินค้ายาให้กับแฟนสาวที่ทำงานให้แก๊งค้ายาข้ามชาติแค่ครั้งเดียว จึงเป็นผลให้ตำรวจตามมาดำเนินคดีย้อนหลัง ทำให้เธอต้องโทษจำคุก 15 เดือน ที่เรือนจำลิทช์ฟิลด์ เรื่องราวป่วนๆ น่าติดตามทั้งหลายจึงเริ่มต้นขึ้น เมื่อเธอต้องปรับตัวอย่างหนักกับสภาพแวดล้อมใหม่ รวมถึงเพื่อนร่วมคุกหญิงคนอื่นๆ ที่มีเรื่องราวในอดีตก่อนจะมาอยู่ในคุกที่น่าสนใจไม่แพ้กันเลย

 

post

10 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2021

การศึกษาที่ดีสำคัญต่อชีวิตของคนเราเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะช่วยในการทำงาน หรือว่าจะช่วยทำตามความฝันให้เป็นจริงก็ตาม โดย U.S. News และ World Report ร่วมกันจัดอันดับ มหาวิทยาลัยยอดเยี่ยม ที่สุดในโลก ประจำปี 2021 โดยรวบรวมข้อมูลสถิติ จากราว 1,500 สถานศึกษาจากหลากหลายประเทศ ที่มีผลงานการวิจัยเชิงวิชาการคุณภาพและชื่อเสียงของสถาบันการจัดอันดับประจำปีนี้มีประเทศที่เข้าร่วมมากถึง 86 ประเทศ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่จำนวน 81 ประเทศ ขณะที่ประเทศที่มีมหาวิทยาลัยติดเข้ามาในรายชื่อได้มากที่สุดคือ สหรัฐฯ
โดยมีมหาวิทยาลัยติดอันดับมากถึง 255 แห่ง รองลงมาเป็นประเทศจีนที่มีมหาวิทยาลัยติดเข้าเป็นจำนวน 176 แห่ง, สหราชอาณาจักร  87 แห่ง, ฝรั่งเศส 70 แห่ง และ เยอรมนี 68 แห่งสำหรับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยประจำปี 2021 ได้เพิ่มการจัดอันดับอีก 10 สาขาวิชา ทำให้จำนวนสาขาวิชาทั้งหมดเป็น 38  สาขาวิชา โดยสาขาวิชาที่เพิ่มเข้ามา อาทิ สาขาไบโอเทคโนโลยี, สิ่งแวดล้อมและชีวอนามัย และ เวชศาสตร์นิวเคลียร์และ MRI ด้านทางการแพทย์ ซึ่งมหาวิทยาลัยจากประเทศจีนถึง 6 แห่ง ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ในสาขาวิชา 10 สาขาวิชาที่เพิ่มเข้ามาใหม่ อาทิ สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์-เคมี, สาขาวิชาพลังงานและเชื้อเพลิง และ สาขาวิชานาโน-วิทยาศาสตร์และนาโน-เทคโนโลยีทั้งนี้สำหรับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยติดในอันดับจากการจัดอันดับโดย U.S. News และ World Report โดย 3  อันดับแรกได้แก่ อันดับที่ 1 มหาวิทยาลัยมหิดล, อันดับที่ 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ อันดับที่ 3 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย10 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2021 มีดังนี้

อันดับที่ 1 Harvard University (สหรัฐฯ)

อันดับที่ 2 Massachusetts Institute of Technology (สหรัฐฯ)

อันดับที่ 3 Stanford University (สหรัฐฯ)

 

อันดับที่ 4 University of California–Berkeley (สหรัฐฯ)

อันดับที่ 5 University of Oxford (สหราชอาณาจักร)

อันดับที่ 6 Columbia University (สหรัฐฯ)

อันดับที่ 7 California Institute of Technology (สหรัฐฯ)

อันดับที่ 8 University of Washington (สหรัฐฯ)

อันดับที่ 9 University of Cambridge (สหราชอาณาจักร)

อันดับที่ 10 Johns Hopkins University (สหรัฐฯ)

เป็นอย่างไรกันบ้าง หลังจากที่ได้ชม 10 อันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดประจำปีนี้กันไป แต่ละที่ก็สวยงามน่าสนใจกันทุกที่เลย และแต่ละมหาวิทยาลัยนั้นก็มีจุดเด่นแตกต่างกันไปเลยทำให้ความพิเศษของแต่ละมหาวิทยาลัยติดอันดับโลกขึ้นมานั่นเอง