ฝุ่นละอองกับสุขภาพปอด




                    แน่นอนทุกวันนี้โลกของเรามีค่าฝุ่นเพิ่มมากขึั้นซึ่งส่งผลต่อสุขภาพปอดของเราเป็นอย่างมากและเสี่ยงต่อการป่วยเล็กๆ น้อยๆ จากการไอ จาม ที่อยู่ใกล้กันเพียงคืบมือ หากลืมหยิบหน้ากากอนามัย ที่เป็นอุปกรณ์ป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคต่างๆ ได้ ก็คงจะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่น้อยไปกว่าการลืมหยิบหูฟังออกจากบ้าน แต่รู้หรือไม่ ว่าหน้ากากอนามัยไม่ได้มีค่าแค่ป้องกันเชื้อโรคเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่ป้องกันฝุ่นละอองและควันพิษร้ายๆ ที่จะเข้าสู่ระบบร่างกายของเราจากการสูดลมหายใจเข้าไปนั่นเอง

ฝุ่นละอองในอากาศ ที่สัมผัสสูดดมมีขนาดตั้งแต่ 100 ไมครอนลงมา มีทั้งแบบที่เรามองเห็นและไม่สามารถมองเห็นได้ ซึ่งฝุ่นที่อยู่ในมลภาวะทางอากาศนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบแค่คนเท่านั้น แต่ยังส่งผลด้านสุขภาพต่อสัตว์และสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน และมีค่าความเข้มข้นสูงเกิน 120 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ไปจนถึงถุงลมปอด แล้วทำให้เกิดการอักเสบ ระคายเคือง นำมาซึ่งโรคระบบทางเดินหายใจ ที่สำคัญยิ่งเม็ดฝุ่นมีขนาดเล็กมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มความอันตรายมากเท่านั้น เม็ดฝุ่นละอองยังปะปนไปด้วยแก๊สพิษและสารไฮโดรคาร์บอนบางชนิดที่เป็นภัยต่อสุขภาพ หากหายใจเอาหมอกควันพิษเข้าไปจะยิ่งเสี่ยงเป็นอันตรายต่อสุขภาพของปอด


ต้นเหตุการณ์เกิดหมอกควันพิษ เช่น เกิดจากธรรมชาติ จากไฟป่า เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ทั้งการเผาเศษพืชและเศษวัสดุการเกษตร การเผาขยะมูลฝอย เผาวัชพืช และมลพิษจากอุตสาหกรรม

ประเภทของฝุ่นละออง 

  1. ฝุ่นละอองรวม  เกิดจากการเผ้าไหม้เชื้อเพลิง เช่น น้ำมันเตา ถ่านหิน ฟืน แกลบ จะมีสารพิษที่เป็นอินทรียสารและอนินทรียสารเป็นส่วนประกอบ ฝุ่นชนิดนี้มีอนุภาคขนาดเล็ก มักพบเจอในภายในและภายนอกอาคาร
  2. ฝุ่นหยาบ มีขนาดอนุภาคเล็กกว่า 10 ไมครอน เช่น ฝุ่นที่เกิดจากถนนที่ไม่ได้ลาดยาง หรือโรงงานบดหิน เป็นต้น
  3. ฝุ่นละเอียด PM 2.5มีขนาดอนุภาคเล็กกว่า 2.5 ไมครอน เกิดจากควันเสียของรถยนต์ โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม
  4. หากอยู่บนถนน สามารถมองเห็นรถยนต์ข้างหน้าได้ไกล ไม่เกิน 100 เมตร มองเห็นเสาไฟได้ไม่เกิน 3-4 ต้น มองออกไปไม่เห็นยอดภูเขา เป็นต้น

อาการแพ้ฝุ่นละอองและหมอกควัน

รู้สึกระคายเคืองหรือแสบตา ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ภูมิแพ้กำเริบหรือแสบจมูก ระคายเคืองผิวหนัง อึดอัดแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหอบหืด ผู้สูงอายุ หรือเด็กที่เป็นโรคระบบทางเดินหายใจเสี่ยงที่จะมีอาการทรุดหนัก

หากปล่อยสะสมไว้นาน ก็จะยิ่งเพิ่มระดับความรุนแรงจนเกิดเป็นโรคร้าย เช่น โรคหลอดลมอักเสบ โรคปอดแข็งจากภาวะฝุ่นจับปอด และฝุ่นละอองอาจเข้าสู่ระบบน้ำเหลืองหรือระบบเลือด ยิ่งเพิ่มความรุนแรงต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เป็นโรคปอดเรื้อรัง หรือมะเร็งปอด

การป้องกันอันตรายจากฝุ่น

ปิดประตูหน้าต่าง ไม่ให้ฝุ่นเข้ามาในตัวอาคาร

ดื่มน้ำมากๆ

กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ หรือน้ำสะอาด แล้วบ้วนทิ้ง 

เลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง

สวมหน้ากากอนามัยชนิดกรอง 3 ชั้น เมื่อต้องพบเจอมลภาวะทางอากาศ ซึ่งจะช่วยป้องกันฝุ่นละอองที่มีขนาดใหญ่กว่า 5 ไมครอนได้ ควรเปลี่ยนหน้ากากอนามัยทุกวัน

ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น หอบหืด โรคหัวใจ โรคปอด ควรเตรียมยา และอุปกรณ์ที่จำเป็นติดตัว

งดสูบบุหรี่

ปลูกต้นไม้สูงรอบบ้าน สามารถช่วยกรองอากาศและผลิตออกซิเจ

หากมีอาการผิดปกติหลังสูดดมหมอกควัน เช่น หายใจไม่ออก หรือระคายเคืองแสบตา ควรรีบไปพบแพทย์

            ฝุ่นอันตรายต่อสุขภาพปอดเราต้องรู้จัก รู้จัก ป้องกัน และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเป็นสาเหตุของอาการเจ็บป่วย รวมถึงมีสิ่งแวดล้อม มีพื้นที่ที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี เช่นเดียวกับการป้องกันตัวเองไม่ให้ฝุ่นละอองเล็กๆ มาทำร้ายความบริสุทธิ์ของปอดเราได้

 

Related Post

เสียงเพลงบำบัดจิตเสียงเพลงบำบัดจิต



เสียงเพลงเป็นได้มากกว่าที่คิด เวลาที่ได้ฟังเพลงเหมือนชีวิตถูกเติมเต็มด้วยอะไรบางอย่าง ความเศร้าที่มีจางหายไป ความสุขที่เดิมมีอยู่ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และเพลงบางเพลงสามารถเปลี่ยนวันที่เหนื่อยล้าให้เป็นวันธรรมดาที่ไม่หนักหนามากจนเกินจะรับไหว “เราเคยคิดฆ่าตัวตาย แต่สุดท้ายก็ไม่ทำ เรากลัวว่าถ้าเราตาย พรุ่งนี้เราจะไม่ได้ฟังเพลงอีก” ประโยคที่ออกมาจากปากคนคนหนึ่ง อาจเป็นประโยคคำตอบของคำถามที่ว่า “เธอผ่านช่วงเวลาแย่ๆ ไปได้ยังไงวะ?” แว้บแรกที่ได้ยินคำตอบ มันอาจดูโอเวอร์ไปนิด แต่หลังจากนั้นก็กลับเชื่อสนิทใจว่านั่นคือความจริงแบบ 300% อาจเพราะมันเป็นประโยคที่มีความหมายลึกซึ้ง แล้วก็ทำให้ฉุกคิดถึงอิทธิพลของเสียงเพลงที่สามารถทำให้ใครหลายคนมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ในอีกหลายๆ กรณี ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่บทเพลงหรือเสียงดนตรีรับหน้าที่เป็นนักจิตบำบัด เมื่อก่อนมนุษย์เราก็เสพเพลงเพียงเพื่อสุนทรียะและความบันเทิงทั่วๆ ไป ฟังพอให้ได้โยกตามตอนที่รู้สึกสนุก หรือร้องไห้ตามในตอนที่รู้สึกเศร้า ซึ่งเอาจริงๆ แล้ว การฟังเพลงก็เป็นไลฟ์สไตล์ทั่วไปที่ฝังอยู่ในชีวิตประจำวันเราเหมือนการแต่งตัวหรือการกินข้าว แต่พอมารู้ตัวอีกที ดูเหมือนความสัมพันธ์ของมนุษย์กับตัวโน้ตเหล่านี้จะเดินทางมาไกลมาก

บำบัดรักษาโรคได้ด้วยดนตรีบำบัดรักษาโรคได้ด้วยดนตรี



นอกจากดนตรีจะเป็นสื่อทางศิลปะที่ช่วยจรรโลงใจของมนุษย์ให้มีความรื่นรมย์ เพลิดเพลิน มีความรู้สึกเป็นสุข สนุกสนานและช่วยผ่อนคลายความเครียดแล้ว ตั้งแต่อดีตจนถึงยุคปัจจุบันยังได้มีผู้นำดนตรีเข้ามามีบทบาทในการช่วยบำบัดรักษาและฟื้นฟูทั้งทางจิตใจและร่างกายอีกด้วย ซึ่งมีการบันทึกเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์เมื่อประมาณ 5,000 ปีมาแล้วว่า ชนชาติกรีกเป็นชนชาติแรกที่นำดนตรีมาบำบัดรักษาอาการป่วยทางจิตใจ รักษาโรคซึมเศร้าและลดความวิตกกังวลของผู้ป่วย ในปัจจุบันได้มีการนำดนตรีเข้ามาฟื้นฟูสมรรถภาพของคนพิการ และช่วยบำบัดรักษาผู้ที่เจ็บป่วยร่างกายและผู้ที่มีปัญหาทางจิตประสาท จึงทำให้เกิดศาสตร์แขนงใหม่ขึ้นที่เรียกว่า “ดนตรีบำบัด” (Music Therapy) ซึ่งเป็นการนำดนตรีมาใช้ในการแพทย์ เพื่อบำบัดรักษาผู้ป่วยทั้งทางด้านจิตใจ อารมณ์และร่างกาย โดยคำนึงถึงวัย และอาการของผู้ป่วย โดยในปี ค.ศ.1944 มหาวิทยาลัยรัฐมิชิแกน (Michigan State University East Lancing) เป็นสถาบันแรกที่นำเอาวิชาดนตรีบำบัดบรรจุไว้ในหลักสูตรการศึกษา