อันตรายจากโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) 




              หน้าร้อนใครๆก็รู้ดีว่ามันช่างเป็นหน้าที่ไม่อภิรมย์เอาซะเลย อากาศร้อนไหนจะส่งผลต่ออารมณ์ที่ทำให้หงุดหงิดงุ่นง่านแล้วยังแฝงไปด้วยอันตรายที่มาพร้อมกับความร้อนคือโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) ที่ส่งผลกับสุขภาพของเราอีกด้วย

หมอได้แนะให้รับมืออากาศร้อนจัดให้อยู่ในที่ร่มหลีกเลี่ยงแสงแดดจ้า ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อปรับอุณหภูมิของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

รองอธิบดีกรมการแพทย์เปิดเผยว่าจากสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นในช่วงนี้ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาโดยเฉพาะโรคฮีทสโตรก Heat Stroke หรือโรคลมแดด ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงและได้รับความร้อนมากเกินไปทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของสมองในส่วนการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายทำให้มีอุณหภูมิในร่างกายสูงเกิน40องศาเซลเซียสซึ่งส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิตและระบบสมองอาจส่งผลอันตรายต่อชีวิตได้

              สัญญาณเตือนที่บ่งบอกถึงโรคฮีทสโตรกคือไม่มีเหงื่อออกแม้ว่าอากาศจะร้อนแค่ไหนใบหน้าจะตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆรู้สึกกระหายน้ำมากๆวิงเวียน ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน  เกร็งกล้ามเนื้อ ชัก มึนงง สับสน  รูม่านตาขยาย ความรู้สึกตัว  ลดน้อยลง อาจหมดสติ หัวใจเต้นเร็วแต่แผ่วเบา ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องทันเวลาอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตได้

ซึ่งแตกต่างจากอาการเพลียแดดทั่วๆไปที่จะมีเหงื่อออกด้วย สำหรับผู้ที่มี ความเสี่ยงในการเกิดโรคฮีทสโตรกคือผู้สูงอายุเด็กผู้ที่อดนอน ผู้ที่ดื่มเหล้าจัดผู้ที่ทำงานในสภาพอากาศที่ร้อนชื้นและผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอ้วน รวมถึงนักกีฬา และทหารที่เข้ารับการฝึก โดยไม่มีการเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมที่จะเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัด

สำหรับการป้องกันโรคฮีทสโตรกก็คือการดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้าน ในวันที่มีอากาศร้อนจัด  ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน โปร่ง ไม่หนา น้ำหนักเบา และสามารถระบายอุณหภูมิความร้อนได้ดีและป้องกันแสงแดดได้ และหากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนหรือออกกำลังกลางสภาพอากาศร้อนควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ1ลิตร แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม และแม้จะทำงานในที่ร่มก็ควรดื่มน้ำ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัดโดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกายหรืออยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนเป็นเวลานาน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาเสพติดทุกชนิด หากเกิดอาการให้คลายเสื้อผ้าที่รัดแน่นออก ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบ ตามซอกลำตัว คอ รักแร้  เชิงกราน ศีรษะ เพื่อระบาย ความร้อนร่วมกับการใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน ราดน้ำเย็นลงบนตัว เพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้ลดต่ำลง ให้ดื่มน้ำหรือน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทน แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

อย่าลืมดูแลป้องกันตนเองจากโรคกันด้วยนะ

 

Related Post

เพลงคลาสสิค

เพิ่ม IQ ให้กับลูกน้อยได้ด้วยการฟัง เพลงคลาสสิคเพิ่ม IQ ให้กับลูกน้อยได้ด้วยการฟัง เพลงคลาสสิค



เพิ่ม IQ ให้กับลูกน้อยได้ด้วยการฟัง เพลงคลาสสิค      เพลงคลาสสิค นอกจากจะช่วยทำให้คุณแม่อารมณ์ดีแล้ว ยังสามารถเพิ่ม IQ ให้กับลูกน้อยในครรภ์ได้อีกด้วย หูของทารกในครรภ์จะมีความสมบูรณ์ในสัปดาห์ที่ 20 และเริ่มต้นรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้ในสัปดาห์ที่ 24 ได้ยินเสียงในสัปดาห์ที่ 30 สามารถแยกแยะเสียงได้ในสัปดาห์ที่ 34 หากเปิด ดนตรีให้ลูกน้อยฟังระหว่างตั้งครรภ์ วันละครั้ง ครั้งละ 10-15 นาที ทำสม่ำเสมอ โดยใช้หูฟังอันใหญ่เปิดเสียงดังพอประมาณ เลือกดนตรีคลาสสิกที่มีท่วงทำนองฟังสบาย อย่างเพลงของโมสาร์ทที่ขึ้นชื่อว่าช่วยกระตุ้นการได้ยิน เพิ่มไอคิว

การใช้เสียงดนตรีรักษาโรคร้ายการใช้เสียงดนตรีรักษาโรคร้าย



ดนตรีคือความรื่นรมย์ของชีวิตคนทุกคน ไม่ว่าใครก็ตามบนโลกนี้ ถึงกับมีผู้เปรียบว่า เสียงดนตรีคือของขวัญจากสรวงสวรรค์ และดนตรีนี้เองมีผลอันดีที่จะช่วยเยียวยาจิตใจของคนได้ ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นใคร โดยเฉพาะกับผู้ที่เจ็บป่วย เป็นโรคทั้งทางกาย ทางจิตใจดนตรีก็สามารถช่วยรักษา และบรรเทาอาการเจ็บป่วยเหล่านั้นให้ทุเลาดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ เริ่มแรกทีเดียวของการนำดนตรีเข้ามาใช้ในการบำบัดรักษาผู้ป่วย ถูกบันทึกไว้ว่ากว่า 5000 ปีก่อนดนตรีก็ถูกนำมาใช้รักษาผู้ป่วยแล้ว ในยุคกรีกมีการบันทึกถึงการนำดนตรีเข้ามาเยียวยาบำบัดอาการผู้ป่วยทางจิตเวช ความป่วยที่เกิดขึ้นกับจิตใจนั้นโดยมากเกิดจากความวิตกกังวล ความเศร้าหดหู่ ความกลัว และความเครียด ดนตรีจึงสามารถช่วยผ่อนคลาย และเยียวยาได้โดยตรงแม้ต้องใช้เวลาเพื่อคนป่วยจะดีขึ้นก็ตาม นอกจากผู้ป่วยในทางจิตเวชแล้วดนตรียังถูกใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคต่าง ๆ แม้กระทั่งโรคร้ายแรงเช่นโรคมะเร็ง ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งจะมีความรู้สึกเครียด หดหู่ และเศร้าเกี่ยวกับโรคที่ตนเป็นอยู่แล้ว เมื่อได้ฟังดนตรีก็ทำให้รู้สึกคลายเครียด