post

วิธีแก้คอเคล็ดด้วยตัวเอง

ปวดคอ คอเคล็ด เป็นปัญหาสุขภาพที่สามารถพบได้บ่อยๆ และเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะกับวัยทำงานที่ต้องมีการก้มๆ เงยๆ อยู่ตลอดทั้งวัน อาการคอเคล็ดอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันจนไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้เต็มที่เหมือนเช่นเคย หากคุณผู้อ่านเป็นคนหนึ่งที่มีปัญหาคอเคล็ดอยู่บ่อยๆ ล่ะก็เรามีเคล็ดลับดีๆ ในการบรรเทา อาการคอเคล็ด มาฝาก

คอเคล็ด เกิดจากอะไร

อาการคอเคล็ด เกิดจากการใช้งานคอมากเกินไป ซึ่งมีผลให้กล้ามเนื้อคอยืดเกินไป หรือตึงเกินไป จนส่งผลให้เกิดอาการปวด ตั้งแต่ปวดเพียงเล็กน้อย ไปจนถึงปวดอย่างรุนแรง จนขยับศีรษะได้ลำบาก หรือไม่สามารถขยับศีรษะได้ อย่างไรก็ตาม อาการคอเคล็ดก็อาจเกิดได้จากปัจจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • การบาดเจ็บรุนแรงที่บริเวณคอ เช่น ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์
  • การบาดเจ็บเล็กน้อย เช่น นอนผิดท่า นอนตกหมอน การก้มหรือจ้องมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานๆ
  • อุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา
  • โรคข้ออักเสบ
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • ความเครียด

มีวิธีแก้ คอเคล็ด ได้อย่างไรบ้าง

หากมี อาการคอเคล็ด สามารถรับมือได้ง่ายๆ ดังนี้

  • ยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ

– หากมีอาการปวดบริเวณคอ บ่า ไหล่ หรือเริ่มมี อาการคอเคล็ด ให้ค่อยๆ ทำการยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ ดังนี้

– หมุนไหล่ไปข้างหลังแบบขึ้นและลง 10 ครั้ง

– บีบสะบักเข้าหากัน 10 ครั้ง

– แนบหูไปที่หัวไหล่สลับไปมา 10 ครั้ง

– กรณีที่นั่งรถ หรือนั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิงศีรษะ สามารถเอนศีรษะไปที่พนักพิงศีรษะของเบาะรถหรือเบาะเก้าอี้ แล้วค้างไว้ 30 วินาที

  • ประคบร้อน-ประคบเย็น ในบริเวณที่ คอเคล็ด

หากมี อาการคอเคล็ด สามารถนำผ้าขนหนูชุบน้ำร้อนหรือน้ำอุ่น หรือใช้ผ้าขนหนูห่อน้ำแข็ง แล้วนำไป ประคบที่บริเวณคอที่มีอาการเคล็ดขัดยอก หากเป็นไปได้ควรทำการประคบตั้งแต่ 24-48 ชั่วโมงแรกที่มีอาการ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนและบรรเทาอาการกล้ามเนื้ออักเสบและบรรเทาอาการปวด

อาบน้ำอุ่น

การ อาบน้ำอุ่น หรือการแช่ตัวในน้ำอุ่น ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีส่วนช่วยบรรเทาอาการคอเคล็ดได้ เนื่องจากน้ำอุ่นจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงมากจนเกินไป จึงสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดคอ หรือคอเคล็ดได้

ปรับเปลี่ยนบรรยากาศในการนอน

บางครั้ง อาการคอเคล็ด ก็อาจเกิดจาก ปัญหาในการนอนหลับ หมอนที่ใช้นอนอาจแข็งจนเกินไป หรือมีขนาดที่ไม่รองรับกับศีรษะ ทำให้เวลานอนแล้วรู้สึกไม่สบายคอ ไม่สบายศีรษะ เสี่ยงที่จะทำให้กล้ามเนื้อตึง จนเกิดอาการปวด ควรเลือกหมอนที่ไม่นิ่มหรือแข็งจนเกินไป และเลือกหมอนที่มีขนาดกว้างพอที่จะรองรับศีรษะ และควรกว้างพอที่จะรับกับการปรับเปลี่ยนท่าทางในการนอนสำหรับผู้ที่นอนตะแคงด้วย เพื่อป้องกันอาการคอเคล็ด

รับประทานยาแก้ปวด

อาการคอเคล็ด สามารถรับประทานยาแก้ปวดที่สามารถสั่งซื้อได้เอง โดยไม่ต้องใช้คำสั่งยาจากแพทย์ เช่น พาราเซตามอล ไอบูโพรเฟน นาพรอกเซน หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เพื่อบรรเทาอาการปวด อย่างไรก็ตาม การปรึกษากับแพทย์และเภสัชกรก่อนซื้อยาถือเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อจะได้ซื้อยารักษาโรคได้ตรงตามอาการ

  • ปรับท่าทางในการนั่ง

ในกรณีที่ต้องนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์ ควรปรับความสูงของหน้าจอให้พอดีกับระดับสายตา เพื่อลดการเงยคอไว้สูงหรือก้มต่ำจนเกิดไป การปรับท่านั่งให้พอดีกับโต๊ะและจอคอมพิวเตอร์ มีส่วนช่วยป้องกันอาการปวดหรือเมื่อยคอจากการก้มหรือเงยคอนานเกินไป

เมื่อไหร่ควรไปพบคุณหมอ

อาการคอเคล็ด แม้จะไม่ใช่ปัญหาสุขภาพที่อันตรายรุนแรง และสามารถบรรเทาอาการให้ดีขึ้นตามลำดับได้ อย่างไรก็ตาม หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรไปพบคุณหมอ

  • มีอาการคอเคล็ดร่วมกับอาการต่างๆ เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ
  • อาการคอเคล็ดไม่ทุเลาลงภายในสองหรือสามวัน แม้จะมีการบรรเทาอาการคอเคล็ดแล้วก็ตาม
  • มีอาการปวดที่คออย่างรุนแรง

 

post

ความเชื่อผิดๆในการเลี้ยงเด็ก

สำหรับพ่อแม่มือใหม่หรื่อพี่เลี้ยงเด็กก็ตาม วันนี้เราจะพาไปทำความเข้าใจว่าเด็กทารกนั้นบอบบางมาก ต้องให้การดูแลอย่างใกล้ชิดและระมัดระวังเป็นพิเศษในทุกๆ เรื่อง และคำพูดจากแพทย์ผู้ชำนาญการก็เป็นข้อแนะนำที่นำมาปฏิบัติใช้ได้ดีที่สุด เพราะบางครอบครัวคุณตาคุณยายหรือคุณปู่คุณย่าอาจมีคำแนะนำบางอย่างที่ในทุกวันนี้ทางการแพทย์สามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าเป็นอันตรายต่อเด็ก

ผู้หลักผู้ใหญ่บางท่านอาจจะบอกว่า ฉันเลี้ยงแบบนี้มานานแล้ว ไม่เห็นมีใครเป็นอะไร ซึ่งนับเป็นเรื่องโชคดี เพราะในอดีตการรับข่าวสารยังไม่กว้างพอเท่าสมัยนี้ บางครอบครัวอาจทำตามความเชื่อแล้วเด็กเป็นอันตรายก็มี งั้นมาดูกันสักนิดว่าความเชื่ออะไรบ้างที่ควรล้มเลิก เพราะถ้าทำอาจเกิดอันตรายต่อเด็กอย่างมาก

ความเชื่อผิดๆ ในการลี้ยงเด็กเล็ก

ป้อนกล้วยบดก่อนวัย 6 เดือน

แน่นอนว่าทุกคนต่างหวังดีต่อเด็ก ผู้ใหญ่หลายท่านอาจจะเห็นว่าเด็กทารกกินนมจากแม่อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงนำกล้วยสุกมาบดและป้อนให้ทารกกิน ซึ่งในความจริงนั้นอันตรายมาก เพราะกระเพาะของทารกยังไม่แข็งแรงและไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะย่อยอาหาร จนอาจส่งผลให้เกิดอาการอื่นๆ ตามมาได้ เช่น

ลำไส้อุดตัน ซึ่งการดูดซึมอาหารยังไม่แข็งแรง อาจรุนแรงถึงขั้นต้องผ่าตัด

เกิดการอุดตันทางเดินหายใจ เพราะทารกในวัยนี้ยังไม่พร้อมที่จะทานอาหารจึงอาจสำลักและอุดตันทางเดินหายใจ

สารอาหารไม่เพียงพอ แม้บางคนกินกล้วยบดแล้วไม่เป็นไร แต่สารอาหารที่สำคัญที่สุดของทารกคือนมแม่ หากป้อนกล้วยบดอาจทำให้เด็กอิ่มและกินนมแม่ได้น้อยลง มีผลต่อการเจริญเติบโต

ดัดขากันขาโก่ง

คนมีลูกมีหลาน ก็อยากให้เด็กโตมาขามีทรงสวยโดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่ควรมีขาเรียวงามไม่โก่ง ผู้ใหญ่หลายบ้านจึงทำการดัดขาเด็กให้เข้ารูปตามที่เขาต้องการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำนอกจากจะทำให้เด็กเจ็บแล้วอาจทำให้ขาผิดรูปมีผลต่อการคลานและหัดเดิน เพราะตามความเป็นจริงแล้วเด็กทุกคนขาโก่งอยู่แล้วแต่จะเริ่มพัฒนาการเข้าที่เมื่ออายุ 2 ขวบ

ใช้น้ำปัสสาวะเช็ดลิ้นเด็ก

คนโบราณว่าไว้ถ้าลิ้นลูกเป็นฝ้าขาว ให้เอาผ้าอ้อมซับปัสสาวะของเด็กแล้วมาเช็ด เพราะเชื่อว่าปัสสาวะของเด็กนั้นสะอาดบริสุทธิ์ แต่ในความจริงนั้นไม่ควรทำ ฝ้าขาวบนลิ้นเด็กอาจจะเกิดจากการกินนมแม่ หรือเชื้อราบางชนิดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เพียงแค่ใช้ผ้าซับน้ำสะอาดเช็ดก็เพียงพอแล้ว

ใช้สมุนไพรกวาดคอ

ในอดีตเมื่อเด็กทารกมีอาการไม่สบาย ผู้ใหญ่มักจะเอายาสมุนไพรป้ายนิ้วแล้วกวาดไปในคอของเด็ก ยิ่งการกระทำแบบนี้นอกจากจะไม่ช่วยให้ดีขึ้นแล้วอาจทำให้เด็กติดเชื้อและอาการหนักกว่าเดิมได้ ทางที่ดีเมื่อเด็กมีอาการผิดปกติเหมือนไม่สบาย ควรรีบพาไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญดีที่สุด

ใช้น้ำนมหยอดตา

เด็กทารกบางคนที่มีอาการตาแดง อาจเกิดจากเชื้อโรค ฝุ่น ไวรัส หรือแมลง ตามความเชื่อคือใช้น้ำนมแม่หยอดตาเด็กเพราะเชื่อว่าน้ำนมนั้นเป็นสิ่งบริสุทธิ์ช่วยรักษาอาการตาแดงลูกน้อยได้ แต่ในความจริงการใช้น้ำนมหยอดตาลูกอาจยิ่งทำให้อาการหนักกว่าเดิม ทางที่ดีควรพาไปพบแพทย์จะดีกว่า

เพราะเด็กทารกนั้นค่อนข้างบอบบาง และความเชื่อในหลายๆ อย่างที่ตกทอดมานั้นถูกพิสูจน์ทางการแพทย์แล้วว่าไม่ควรทำ ซึ่งข้อนี้เป็นเรื่องน่าห่วงสำหรับผู้หลักผู้ใหญ่ พ่อแม่สมัยใหม่นั้นค่อนข้างจะรู้ดีอยู่แล้วจากการแนะนำของแพทย์ ถ้ายายหรือย่ายังยืนยันที่จะทำในสิ่งที่ตอนนี้ไม่ควรทำแล้วก็ควรพูดคุยกันแบบมีเหตุผลรองรับ เพราะสุขภาพของลูกน้อยนั้นสำคัญที่สุด

 

post

เคล็ดลับอายุยืน

เคล็ดลับอายุยืนใครๆก็อยากอยู่ไปนานๆแบบร่างกายแข็งแรงไม่มีโรคภัยวันนี้เราจะพาดูกันว่าต้องปฎิบัติตัวกันอย่างไรให้อยู่ได้ถึง100 ปี

1.เคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ

คนที่มีอายุยืนส่วนใหญ่ไม่ใช่คนที่ได้เหรียญวิ่งมาราธอน เป็นนักเพาะกาย หรือคนที่ออกกำลังกายอย่างหนักตลอดเวลา แต่กลับเป็นคนที่เคลื่อนไหว” “อย่างเป็นธรรมชาติ” โดยใช้การขยับร่างกายไปพร้อมๆ กับการทำกิจวัตรประจำวัน ทั้งการทำสวน ทำงานบ้าน หรือเดินไปไหนมาไหนอย่างสม่ำเสมอทุกๆ วัน

2.มีเป้าหมายในชีวิต

เหตุผลของการมีชีวิตอยู่หรือเหตุผลที่ทำให้เราอยากจะตื่นขึ้นในทุกๆ เช้า เพื่อลงมือทำอะไรบางอย่างให้สำเร็จ จะเป็นเป้าหมายในหน้าที่การงาน หรือสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจำวันก็ได้เช่นกัน

3.มองโลกในแง่ดี

แม้ต้องเผชิญความเครียด แต่คนที่อยู่ในพื้นที่บลูโซนก็จะจัดการได้ดี โดยพวกเขาจะมีกิจวัตรประจำวันที่ช่วยทำให้ความเครียดลดลง อย่างชาวอิคาเรียจะมีชั่วโมงในการงีบหลับ ชาวซาร์ดิเนียจะมีชั่วโมงแห่งความสุข นั่งลงนึกถึงเหตุการณ์ดีๆ  และชาวโอกินาว่าจะมีช่วงเวลาเล็กๆ ในแต่ละวันเพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษ

4.กินอิ่มแค่ 80%

เป็นหลักการกินของชาวโอกินาว่าที่จะให้ท้องอิ่มเพียงแค่ 80 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนผู้สูงอายุที่อยู่ในพื้นที่บลูโซนส่วนใหญ่ก็กินอาหารน้อยลงในมื้อกลางวันและมื้อเย็น และหลีกเลี่ยงการกินจุบจิบระหว่างวัน เพราะการกินคือปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวชี้วัดสุขภาพในระยะยาว

5.กินธัญพืช

ถั่วเหลือง ถั่วดำ และถั่วอื่นๆ เป็นอาหารที่ชาวบลูโซนบริโภคเป็นหลัก ชาวโอกินาว่านิยมกินอาหารจากถั่วเหลืองหลายชนิด เช่น เต้าหู้และน้ำแกงมิโซะ เพราะในถั่วเหลืองมีสารฟลาโวนอยด์ช่วยป้องกันมะเร็ง ป้องกันโรคหัวใจ และอาหารประเภทถั่วเหลืองหมัก ยังช่วยให้มีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ ส่งผลให้ร่างกายมีสุขภาพดีอีกด้วย

6.ดื่มไวน์เป็นประจำ

คนที่อยู่บลูโซนส่วนใหญ่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างเช่น ไวน์เป็นประจำในปริมาณที่น้อย มีผลวิจัยยืนยันว่า การดื่มไวน์ 1-2 แก้วต่อวัน ช่วยลดการเกิดอัลไซเมอร์ และโรคพาร์กินสันได้ แต่มีข้อแม้ว่าห้ามดื่มเกินกว่านี้ เพราะอาจเกิดโทษได้

7.เป็นส่วนหนึ่งของสังคม

ด้วยความที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม การเป็นที่ยอมรับหรือเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่ว่าช่วงวัยไหนต่างก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ จากการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา 4 ครั้งต่อเดือน สามารถยืดอายุได้นานขึ้นถึง 4-14 ปีเลยทีเดียว

8.ให้ความสำคัญกับครอบครัว

คนอายุ 100 ปีขึ้นไปที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ มักจะให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นสิ่งแรก ทั้งการให้ความไว้วางใจกับคู่ชีวิต มอบความรัก และให้เวลากับลูกหลานอย่างสม่ำเสมอ

9.มีกลุ่มเพื่อนที่ดี

สังคมหรือกลุ่มเพื่อนที่ดีจะช่วยให้เรามีพฤติกรรมในการรักษาสุขภาพที่ดีตามไปด้วย หรือกลุ่มเพื่อน 5 คนที่ไว้ใจได้เพื่อแบ่งปันสิ่งดีๆ ร่วมกัน อีกทั้งยังมีงานวิจัยพบว่าความสุขและความเหงา คือโรคติดต่อชนิดหนึ่ง ดังนั้นการมีเพื่อนที่ดี ย่อมหมายถึงการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว

ใครมีเคล็ดลับดีๆ ในการดูแลตัวเองให้อายุยืนยาว ขอเชิญมาร่วมแบ่งปันให้เพื่อนๆกันค่ะ

 

post

10 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2021

การศึกษาที่ดีสำคัญต่อชีวิตของคนเราเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะช่วยในการทำงาน หรือว่าจะช่วยทำตามความฝันให้เป็นจริงก็ตาม โดย U.S. News และ World Report ร่วมกันจัดอันดับ มหาวิทยาลัยยอดเยี่ยม ที่สุดในโลก ประจำปี 2021 โดยรวบรวมข้อมูลสถิติ จากราว 1,500 สถานศึกษาจากหลากหลายประเทศ ที่มีผลงานการวิจัยเชิงวิชาการคุณภาพและชื่อเสียงของสถาบันการจัดอันดับประจำปีนี้มีประเทศที่เข้าร่วมมากถึง 86 ประเทศ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่จำนวน 81 ประเทศ ขณะที่ประเทศที่มีมหาวิทยาลัยติดเข้ามาในรายชื่อได้มากที่สุดคือ สหรัฐฯ
โดยมีมหาวิทยาลัยติดอันดับมากถึง 255 แห่ง รองลงมาเป็นประเทศจีนที่มีมหาวิทยาลัยติดเข้าเป็นจำนวน 176 แห่ง, สหราชอาณาจักร  87 แห่ง, ฝรั่งเศส 70 แห่ง และ เยอรมนี 68 แห่งสำหรับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยประจำปี 2021 ได้เพิ่มการจัดอันดับอีก 10 สาขาวิชา ทำให้จำนวนสาขาวิชาทั้งหมดเป็น 38  สาขาวิชา โดยสาขาวิชาที่เพิ่มเข้ามา อาทิ สาขาไบโอเทคโนโลยี, สิ่งแวดล้อมและชีวอนามัย และ เวชศาสตร์นิวเคลียร์และ MRI ด้านทางการแพทย์ ซึ่งมหาวิทยาลัยจากประเทศจีนถึง 6 แห่ง ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ในสาขาวิชา 10 สาขาวิชาที่เพิ่มเข้ามาใหม่ อาทิ สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์-เคมี, สาขาวิชาพลังงานและเชื้อเพลิง และ สาขาวิชานาโน-วิทยาศาสตร์และนาโน-เทคโนโลยีทั้งนี้สำหรับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยติดในอันดับจากการจัดอันดับโดย U.S. News และ World Report โดย 3  อันดับแรกได้แก่ อันดับที่ 1 มหาวิทยาลัยมหิดล, อันดับที่ 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ อันดับที่ 3 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย10 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2021 มีดังนี้

อันดับที่ 1 Harvard University (สหรัฐฯ)

อันดับที่ 2 Massachusetts Institute of Technology (สหรัฐฯ)

อันดับที่ 3 Stanford University (สหรัฐฯ)

 

อันดับที่ 4 University of California–Berkeley (สหรัฐฯ)

อันดับที่ 5 University of Oxford (สหราชอาณาจักร)

อันดับที่ 6 Columbia University (สหรัฐฯ)

อันดับที่ 7 California Institute of Technology (สหรัฐฯ)

อันดับที่ 8 University of Washington (สหรัฐฯ)

อันดับที่ 9 University of Cambridge (สหราชอาณาจักร)

อันดับที่ 10 Johns Hopkins University (สหรัฐฯ)

เป็นอย่างไรกันบ้าง หลังจากที่ได้ชม 10 อันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดประจำปีนี้กันไป แต่ละที่ก็สวยงามน่าสนใจกันทุกที่เลย และแต่ละมหาวิทยาลัยนั้นก็มีจุดเด่นแตกต่างกันไปเลยทำให้ความพิเศษของแต่ละมหาวิทยาลัยติดอันดับโลกขึ้นมานั่นเอง

post

รีวิวรถไฟไทยขบวนรถนอนใหม่ 

             สายเที่ยวต้องได้ไปลองนั่งรถไฟใหม่ของไทยกันแล้ว วันนี้เราจะพาไปดูรีวิวเด็ดว่ารถไฟไทยมีอะไรแปลกใหม่กันบ้าง โดยรถนอนชุดใหม่จากการรถไฟแห่งประเทศไทย ให้บริการใน 4 เส้นทาง จากกรุงเทพฯ ไปยังเชียงใหม่ หนองคาย อุบลราชธานี และหาดใหญ่ โดยเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้นจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นปลั๊กไฟในทุกที่นั่ง จอบอกข้อมูลการเดินทาง และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi บนขบวน

ราคาค่าโดยสารจะเริ่มต้นที่ 800 บาทถ้าเทียบค่าโดยสารช่วงโปรโมชันของสายการบินราคาประหยัด แต่รถไฟมีข้อได้เปรียบตรงที่มีที่นอนสะดวกสบาย ถึงปลายทางเช้าตรู่ ไม่ต้องตื่นแต่เช้า เพื่อไปเช็กอินที่สนามบิน

หลังจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เปิดตัวขบวนรถนอนใหม่ 115 คัน ไปและปล่อยขบวน 2 ขบวน ได้แก่ ขบวนรถด่วนพิเศษที่ 9 และ 10 อุตราวิถี’ กรุงเทพ-เชียงใหม่-กรุงเทพ และขบวนรถด่วนพิเศษที่ 23 และ 24 อีสานวัตนา’ กรุงเทพ-อุบลราชธานี-กรุงเทพ ไปเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ส่วนเส้นทางกรุงเทพ-หนองคาย อีสานมรรคา’ และกรุงเทพ-หาดใหญ่ ‘ทักษิณารัถย์’ เปิดให้บริการต้นเดือนธันวาคม

บอกเลยว่า หลังจากการโดยสารขบวนรถนอนใหม่ครั้งนี้ เราพบรายละเอียดและสิ่งอำนวยความสะดวกที่น่าสนใจทั้งหมด 9 ข้อ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เป็นมาตรฐานใหม่ของรถไฟไทยก็ว่าได้

จอLED แบบทัชสกรีน

ที่สามารถสั่งอาหารให้เดินมาส่งอาหารและเครื่องดื่มได้ที่ห้อง เลือกชมรายการบันเทิง ทั้งภาพยนตร์และมิวสิกวิดีโอในช่องต่างๆโดยขอหูฟังจากพนักงานประจำตู้เพื่อรับชมความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบ

เราเดินทางถึงสถานีกรุงเทพก่อนเวลารถออกเล็กน้อย และขบวนรถกำลังจอ LEDดเทียบที่ชานชาลา ตัวรถใหม่ สะอาดอย่างดีทุกครั้งก่อนให้บริการ และที่สะดุดตาเราในครั้งแรกจากภายนอกคือ ป้ายบอกรายละเอียดขบวนและเลขตู้เป็นไฟพื้นสีดำ อักษรสีขาว ขึ้นสลับระหว่างภาษาไทยและอังกฤษ ส่วนระบบประตูได้มีการพัฒนาให้รองรับชานชาลาพื้นสูงเสมอระดับกับพื้นในตู้ขบวน และสามารถเคลื่อนกางออกเป็นบันไดเมื่อเปิดประตูได้สำหรับชานชาลาพื้นต่ำ 

รถโรงแรมเคลื่อนที่ พร้อมฟรี Wi-Fi

เมื่อเดินเข้าไปในตู้นอนชั้น 1 ประกอบด้วยห้อง 12 ห้อง แต่ละห้องจุผู้โดยสารได้ 1-2 คน ซึ่งระบบการจองตั๋วจะคัดเลือกให้ผู้โดยสารเพศเดียวกันอยู่ในห้องเดียวกันเสมอ เว้นมาจองด้วยกัน ระบบจะแจ้งเป็นเพศใดเพศหนึ่ง)ที่นั่งด้านในจะหันด้านสลับกันไปในแต่ละห้อง และสามารถเปิดที่กั้นระหว่างห้องได้ เหมาะสำหรับผู้โดยสารที่มากันเป็นครอบครัว และจองห้องติดกันแบบหันหน้าเข้าหากัน

สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องโดยสารนั้นก็มีหลากหลายมากขึ้นกว่าตู้รถนอนรุ่นเดิม ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือจอLED แบบทัชสกรีน ที่สามารถสั่งอาหารให้เดินมาส่งอาหารและเครื่องดื่มได้ที่ห้อง เลือกชมรายการบันเทิง ทั้งภาพยนตร์วิดีโอในช่องต่างๆ โดยขอหูฟังจากพนักงานประจำตู้เพื่อรับชมความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบ

นอกจากนี้ ผู้โดยสารสามารถเลือกดูข้อมูลการเดินทาง ซึ่งรถไฟขบวนนี้มีระบบจีพีเอสแบบเรียลไทม์ จึงสามารถบอกได้ว่ารถไฟวิ่งอยู่ที่ใด สถานีก่อนหน้าและสถานีต่อไปคืออะไร รถวิ่งที่ความเร็วเท่าไหร่ เพื่อให้ผู้โดยสารมั่นใจว่าจะไม่ลงรถไฟเลยป้าย และยังมีรายละเอียดการใช้ห้องน้ำและห้องอาบน้ำในตู้อยู่ที่มุมขวาล่างว่ามีผู้ใช้งานอยู่หรือไม่

ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ภายในห้องก็ยังมีกระจกแต่งหน้า เครื่องใช้เล็กๆน้อยๆ พร้อมอ่างล้างหน้า, ปลั๊กไฟ พร้อมไฟส่องสว่างที่หัวนอน ช่องเสียบชาร์จแบบ USB, ปุ่มเปิด-ปิดไฟในห้อง และปุ่มเรียกพนักงาน  รวมถึงประตูห้องนอนมีผังแจ้งห้องต่างๆ ภายในตู้ และช่องตาแมว

และ สามารถใช้ Wi-Fi ได้ฟรี 45 นาที ต่อการเชื่อมต่อ 1 ครั้ง ทดลองเชื่อมต่อแล้วพบว่าเชื่อมต่อได้รวดเร็วดี สัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วมาตรฐาน 

ห้องน้ำระบบสุญญากาศ สะอาด ปลอดภัย 

สำหรับห้องน้ำขบวนรถนอนรุ่นใหม่นี้ ทาง รฟท. แจ้งว่าห้องน้ำเป็นระบบปิดทั้งขบวน ไม่มีการปล่อยสิ่งปฏิกูลลงบนทางรถไฟ โถสุขภัณฑ์เป็นระบบสุญญากาศ หลังจากกดชำระเพื่อทำความสะอาด สิ่งปฏิกูลจะถูกลมดูดหายลงไปในถังพัก นอกจากนี้ พื้นในห้องสุขาและห้องอาบน้ำเป็นพื้นยางกันลื่น เรียกได้ว่านอกจากจะสะอาดแล้ว ยังปลอดภัยอีกด้วย ซึ่งห้องสุขานี้จะมีอยู่

ตู้เสบียงกว้างสบาย มีขายมากกว่าอาหาร

ตู้เสบียง ในชุดขบวนรถนอนชุดใหม่นี้มีการแบ่งสัดส่วนชัดเจน ทั้งส่วนของห้องครัว เคาน์เตอร์ขายอาหาร และที่นั่งรับประทานอาหาร  พบว่าเป็นแซนด์วิช อาหารกล่องแช่แข็ง และไส้กรอก และไม่มีระบบการปรุงสดจากในครัว เนื่องด้วยเหตุผลความปลอดภัยในการป้องกันอัคคีภัยจากการปรุงอาหาร)แต่เมนูอาหารมีหลากหลายกว่าเดิม

ที่นอนสุดแสนสบาย

พนักงานก็กำลังปรับเปลี่ยนจากที่นั่งเป็นที่นอน เบาะผ้ากำมะหยี่ที่นั่งสีชมพูเข้มก็ถูกปรับเป็นที่นอนกว้างขวางแสนสบาย และจากการขึ้นไปนอนบนเตียงก็พบว่าฟูกที่นอนนั้นไม่แข็งและไม่นิ่มจนเกินไป หมอนก็นุ่มสบายกำลังดี และอาการสั่นโยกเยกก็น้อยกว่าตู้โดยสารรุ่นเก่าอย่างเห็นได้ชัด ส่วนใครที่นอนดิ้นแล้วกลัวว่าจะตกเตียง รถนอนในขบวนนี้ก็มีที่กั้นสเตนเลสให้อย่างแน่นหนา

ใหม่และปลอดภัยรอบด้าน

ความปลอดภัยระหว่างการเดินทางคือสิ่งสำคัญ รถไฟขบวนนี้ก็เช่นกัน ไม่ใช่เพียงแค่เจ้าหน้าที่คอยตรวจตราเป็นระยะ แต่ยังมี ผู้ช่วย อีกหลายรูปแบบที่จะช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับผู้โดยสาร

ไม่เพียงเท่านี้ ระบบเบรกของรถไฟขบวนนี้เป็นระบบดิสก์เบรก พร้อมระบบป้องกันล้อล็อก (ABS) และวัสดุภายนอก-ภายในตู้โดยสารแบบไม่ติดไฟ เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้โดยสารว่าปลอดภัยอย่างรอบด้าน

มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อคนพิการทั้งที่เก็บรถเข็นพร้อมรถวีลแชร์สำรองลิฟต์ยกรถเข็นจากชานชาลาเข้าสู่ตู้โดยสารรวมไปถึงการออกแบบพื้นตู้โดยสารแบบเสมอระดับ และไม่มีช่องว่างระหว่างข้อต่อขบวน

ราคาที่ยอมจ่าย

ค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 800 กว่าบาทสำหรับรถนอนชั้น 2 และ 1,100 บาทขึ้นไปสำหรับชั้น 1

คุณได้ความสะดวกสบายในระหว่างการเดินทางในตอนกลางคืน ที่นอนที่นอนได้จริง ไม่ใช่แค่เบาะปรับเอน

คุณได้ถึงที่หมายในตอนเช้าตรู่อย่างสดชื่น ไม่ต้องตื่นตี 3 เพื่อไปเช็กอินที่สนามบินสำหรับเที่ยวบินรอบ 6 โมงเช้า และการออกเดินทางในช่วงเย็นหรือหัวค่ำเพื่อเดินทางข้ามคืนไม่ใช่อุปสรรคสำหรับคุณ

คุณได้ขึ้น-ลงระหว่างทาง ซึ่งการเดินทางไปสนามบินไม่สะดวกเท่า (รถไฟขบวนนี้จอดรายจังหวัดและอำเภอใหญ่ๆ

สามารถจองตั๋วรถไฟล่วงหน้าสูงสุด 60 วัน หากไปจอง โปรดเตรียมระบุชื่อ และเลขประจำตัวประชาชนของผู้โดยสารทุกคนไว้ด้วย เพราะ รฟท. ทำประกันอุบัติเหตุให้กับผู้โดยสารทุกที่นั่ง

จองตั๋วรถไฟ เตรียมข้อมูลให้พร้อม แล้วบอกพนักงานว่าจะขึ้นที่ไหน ลงที่ไหน ไปเมื่อไหร่ รถประเภทอะไร แล้วเจ้าหน้าที่จะหาที่ว่างและออกตั๋วให้

รักษาตั๋วไว้ให้ดี การรถไฟ ไม่รับผิดชอบหากสูญหาย แต่คุณสามารถถ่ายภาพตั๋วเก็บไว้ได้ หากตั๋วหายก็สามารถไปแจ้งความ แล้วนำใบแจ้งความพร้อมภาพถ่ายตั๋วไปยังสถานีรถไฟเพื่อให้เจ้าหน้าที่ออกตั๋วใหม่ให้ได้ อุ่นใจเรื่องตั๋วแล้วก็เตรีรยมตัวเดินทางกัน

 

post

บิตคอยน์ (Bitcoin) คืออะไร 

              กำลังเป็นกระแสและเติบโตอย่างรวดเร็วกับสกุลเงินรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า บิตคอยน์  หลังจากมีการพูดถึงกันเป็นวงกว้างว่า บิตคอยน์อาจจะเปลี่ยนระบบการเงินของโลกไป ซึ่งต้องบอกก่อนว่าบิตคอยน์ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เพราะถูกคิดค้นมาตั้งแต่ปี 2552 รวมๆได้ก็12 ปีแล้ว

       โดยบิตคอยน์เริ่มมาเป็นกระแสและรู้จักในเมืองไทย เนื่องจากมีกลุ่มแฮกเกอร์ได้ปล่อยไวรัสเรียกค่าไถ่ ซึ่งได้เรียกเก็บเงินกับผู้ที่ติดไวรัสเป็นสกุลเงินบิตคอยน์ ทำให้สกุลเงินนี้เป็นที่พูดถึงกันอย่างมาก จนมีมูลค่าพุ่งสูงสุดในเดือนธันวาคม 2560 แม้ว่าหลังจากนั้นไม่นาน ราคาบิตคอยน์จะค่อย ๆ ร่วงลงและมีความผันผวนเป็นอย่างมาก จนเริ่มเกิดกระแสความกังวลเป็นวงกว้างถึงภาวะฟองสบู่แตกในตลาดบิตคอยน์ แต่แล้วในเดือนมกราคม 2564 บิตคอยน์กลับทำสถิติพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง โดย 1 BTC มีมูลค่าถึง 1 ล้านกว่าบาทกันเลยทีเดียว ทุกคนคงอยากรู้กันแล้วสิว่าบิตคอยน์คืออะไร มาจากไหน และใครเป็นผู้คิดค้น และมีความสำคัญยังไง เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกัน

บิตคอยน์ คืออะไร ?
บิตคอยน์ (Bitcoin) คือ สกุลเงินสมมติที่ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบดิจิทัล เพื่อเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ โดยไม่ขึ้นกับสกุลเงินใดๆ ไม่มีรูปร่างและไม่สามารถจับต้องได้เหมือนธนบัตรหรือเหรียญทั่วไป โดยบิตคอยน์มีหน่วยเงินตราเป็น BTC เหมือนๆ กับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ใช้หน่วยเงินตราเป็น USD หรือสกุลเงินบาทไทยที่ใช้เป็น THB นั่นเอง ซึ่งบิตคอยน์ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2552 ราวๆสิบกว่าปีมาแล้ว และเริ่มถูกนำไปใช้แลกเปลี่ยนซื้อ-ขายสินค้ากันจริงๆ ในโลกออนไลน์ตั้งเป็นต้นมา

บิตคอยน์ถือว่าเป็นเงินตราอิเล็กทรอนิกส์ สกุลหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีสกุลเงิน อีกมากมายที่ถูกคิดค้นขึ้นมา เช่น สกุลเงิน Ethereum ที่ใช้ตัวย่อว่า ETH, สกุลเงิน Ripple ที่ใช้ตัวย่อว่า XRP และสกุลเงิน Litecoin ที่ใช้ตัวย่อว่า LTC แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบิตคอยน์ยังคงเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมสูงสุด เรียกได้ว่าเป็นตัวแม่ของวงการสกุลเงินดิจิทัลนั่นเอง  

Bitcoin เกิดมาได้อย่างไร   
บิตคอยน์เกิดจากแนวคิดที่ต้องการระบบเงิน และไม่ถูกตรวจสอบ จากที่มีธนาคารกลางเป็นผู้ดูแล และมีหน้าที่กำหนดมาตรฐาน รวมถึงมูลค่าของเงิน ทำให้ธุรกรรมทางการเงินทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของธนาคารกลางนั่นเอง แต่กระบวนการเหล่านี้อาจจะไม่ค่อยถูกใจบรรดาธุรกิจใต้ดิน เพราะต้องระบุตัวตน เวลาโอนเงินก็ต้องผ่านตัวกลาง ทำให้ถูกตรวจสอบได้ง่ายกว่าการยึดสกุลเงินดิจิทัลจึงสร้างสกุลเงินใหม่ที่ไม่ผ่านระบบธนาคารกลาง และเป็นที่ยอมรับใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยมีโปรแกรมเมอร์ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ใช้นามแฝงว่า ซาโตชิ นากาโมโต้ ได้สร้างระบบที่เรียกว่า Blockchain ออกมา ซึ่งเป็นระบบเพื่อป้องกันการเกิดภาวะเงินเฟ้อและเสื่อมค่าลงอย่างรวดเร็วของสกุลเงินดิจิทัล  โดยนำระบบการทำงานของอัลกอริทึมมาใช้ แล้วกำหนดปริมาณเงินในระบบไม่ให้เกินยี่สิบเอ็ด ล้านหน่วย ทำให้บิตคอยน์เริ่มนิยมเพิ่มมากขึ้น เพราะจากมีระบบป้องกันเงินเฟ้อนั่นเอง

การขุด Bitcoin

       หลังจากที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น จึงมีหลายคนเริ่มเห็นโอกาสในการทำกำไร ซึ่งก็มีคนที่ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยกับบิตคอยน์ไปไม่น้อย โดยการลงทุนในบิตคอยน์นั้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 วิธี เราไปดูกัน

การขุด (Mining)

         บิตคอยน์ถูกดูแลภายใต้ระบบ Blockchain ที่ทำงานโดยอัลกอริทึม การขุดคอยน์ อธิบายง่ายๆให้เข้าใจ คล้ายๆที่เข้าไปขุดทองในเหมือง แต่แค่เปลี่ยนรูปแบบมาทำในระบบคอมพิวเตอร์แทน โดยจะต้องนำคอมพิวเตอร์ของเราไปเป็นเซิร์ฟเวอร์ให้ระบบบิตคอยน์ใช้ในการเก็บธุรกรรมต่างๆ เป็นเหมือนการแลกทรัพายากรกันนั่นเอง จึงจะได้รับค่าตอบแทนคือเงินบิตคอยน์ แต่การจะได้ค่าตอบแทนนั้นจะต้องแก้สมการทางคณิตศาสตร์ให้ได้ ซึ่งต้องแข่งกับคนอื่น ถ้าทำสำเร็จเราก็จะเป็นเจ้าของบิตคอยน์ที่เกิดขึ้นมาใหม่จากการขุดนั่นเอง

สำหรับความยากง่ายของการขุด ขึ้นอยู่กับจำนวนบิตคอยน์ที่อยู่ในระบบที่ถูกกำหนดสูงสุดไว้ที่ยี่สิบเอ็ดล้านหน่วย ยิ่งจำนวนบิตคอยน์เหลือน้อยก็ยิ่งยากมากขึ้น รวมถึงความแรงของการประมวลผลคอมพิวเตอร์เราด้วยที่ต้องมากขึ้นตามความยากของการขุด ทำให้เราเห็นข่าวเรื่องที่คนหันมาซื้อการ์ดจอแรงๆ เพื่อมาแข่งกันขุดบิตคอยน์นั่นเอง คอมพิวเตอร์แรงกว่าก็จะมีโอกาสแก้สมการได้เร็วกว่าจำนวนเงินการขุดถูกกำหนดไว้ชัดเจน ช่วงแรกจะได้ครั้งละ 50 BTC โดยจำนวนเงินที่ได้จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ปัจจุบันเหลือแค่ 6 BTCเท่านั้นเอง

การเทรดด้วยสกุลเงินอื่น

หากไม่มีคอมพิวเตอร์แรงๆ ไปขุดบิตคอยน์ เราสามารถนำเงินสกุลอื่นๆ ที่ได้รับการยอมรับไปแลกเพื่อไปหากำไร  มูลค่าของบิตคอยน์ได้จากการขุดมีร้านรับแลกออนไลน์เกิดขึ้นมากมายที่ทำหน้าที่เหมือนธนาคาร ให้แลกและอัตราแลกขึ้นกับกลไกการตลาดกำหนด ถ้าราคาขึ้นก็ขึ้นราราตกก็จะตกตาม

ถึงอย่างไร บิตคอยน์ ถือเป็นสกุลเงินที่มีความผันผวนเป็นอย่างมาก มีการร่วงอย่างรวดเร็ว ซึ่งนับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับเงินสกุลปกติ หรือการลงทุนในหุ้นที่เฉลี่ยต่อวันจะเปลี่ยนแปลงไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นผู้ที่สนใจเข้ามาลงทุนหรือเก็งกำไร ควรจะต้องศึกษาข้อมูลและหาความรู้เพิ่มเติมอย่างละเอียด ไม่เช่นนั้นอาจจะหมดตัวได้

    

 

post

กอดสุขภาพ

อาการเจ็บป่วยต่างที่เกิดขึ้นนำซึ่งความเครียดและความกังวลในผู้ป่วย รวมถึงความเครียดเองก็สามารถนำไปสู่ปัจจัยเสี่ยงของโรคต่างๆได้เพราะทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดน้อยลง ในขณะเดียวกันก็ทำให้ความดันในเลือดสูงขึ้น การกอดเพื่อสุขภาพ จะช่วยให้ระบบภูมิต้านทานในร่างกายทำงานได้ดีขึ้นได้ สุขภาพก็จะดีขึ้น จะช่วยรักษาภาวะโรคซึมเศร้า ลดความเครียด ทำให้สดใสมีชีวิตชีวา เป็นยาที่วิเศษที่ไม่มีผลข้างเคียง แต่ต้องเป็นกอดที่ออกมาจากใจ ทำด้วยความรักจริงๆ จึงจะส่งต่อเป็นความอ่อนโยน ที่เป็นธรรมชาติได้ดี

มีคำแนะนำ จากผู้เชี่ยวชาญว่า กอดวันละครั้ง ทำให้ห่างไกลจากการพบแพทย์ ซึ่งมีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถยืนยันคำกล่าวนี้มากมาย ดังนี้

ผลวิจัยทางคลินิกจากสถาบัน The Touch Research Institute ณ มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์แห่งไมอามี สหรัฐอเมริกา (University of Miami School of Medicine) ได้ค้นพบว่า สัมผัสบำบัด หรือ Touch Therapy มีผลในการลดระดับความกังวลใจช่วยลดระดับฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียด ลดอาการซึมเศร้า ทำให้อารมณ์ดีขึ้น และบรรเทาอาการเจ็บป่วยให้ทุเลาลงได้ โดยทดลองใช้วิธีกอดในผู้ป่วยสูงอายุ พบว่า การกอดบำบัด ทำให้ผู้สูงอายุ มีสุขภาพที่ดีขึ้น มีความกระตือรือร้น มีความต้องการที่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาต่างๆ มากขึ้น และช่วยบรรเทาความเจ็บปวดซึมเศร้า

กอดและสัมผัสช่วยทำให้สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตื่นตัวมีความเยือกเย็นลง นักประสาทวิทยาได้ให้สตรีที่สมรสแล้ว 16 คน มาอยู่ในสถานการณ์ที่มีความเครียด แล้วให้อาสาสมัครชายที่มีความเป็นเพื่อนเข้ามาจับมือสตรีเหล่านั้น ผลสแกนพบว่าส่วนของสมองที่ตอบสนองต่อกิจกรรมอันตรายนั้นลดน้อยลง และได้ผลมากขึ้นไปอีกเมื่อผู้ที่ยื่นมือให้จับเป็นคู่สมรสของสตรีเหล่านี้ เอง ทั้งนี้เนื่องจากการที่จิตใจผ่อนคลายลงอาจเป็นเพราะมีใครบางคนอยู่ที่นั่น คอยช่วยเหลืออยู่ ส่วนการสัมผัสในรูปแบบอื่น เช่น การกอด, โอบไหล่ ก็ยังอาจช่วยลดความกระวนกระวาย และลดปริมาณฮอร์โมนความเครียดที่สมองผลิตลงได้

งานวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจในอังกฤษก่อนหน้านี้ พบความสัมพันธ์ระหว่างเอนไซม์ความเครียด ที่สามารถลดประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ โดยพวกเขาได้ศึกษาเอนไซม์ในเซลล์ไขมัน ที่ชื่อว่า “11 เอชเอสดี 1″ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระดับฮอร์โมนความเครียดคอร์ติซอลและจากการศึกษาในสัตว์ทดลอง แสดงให้เห็นว่ายิ่งระดับเอนไซม์ตัวนี้สูงเท่าไร ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

เห็นมั้ยละว่าการกอดมีประโยชน์แค่ไหนเป็นวิธีง่ายๆที่สามารถทำได้กับคนที่เรารัก สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในครอบครัวและยังช่วยรักษาโรคได้

post

ระหว่างเงินกับความรัก เลือกอะไร?

นี่คงเป็นประโยคคำถามที่มีความเศร้าอยู่ในตัวอย่างไม่ต้องสงสัย ระหว่างเงินกับความรัก คุณจะเลือกอะไร คำตอบอาจจะต่างกันออกไป แต่คงจะเดาได้ไม่ยากเพราะบางอย่างก็มีคำตอบของมัน และบางทีบทความนี้อาจจะมีมุมที่เปลี่ยนความคิดของใครได้อีกหลายๆคน

ระหว่างเงินกับความรัก คุณจะเลือกอะไร?

จากคำถามที่ได้บอกว่าคงมีคำตอบอยู่ใสนตัวของมัน แบ่งได้เป็น2แบบคือ

-คนที่คิดว่ามีเงิกมากพอแล้ว ก็คงจะตอบว่าเลือกความรัก กับคนที่คิดว่ามีความรัก(ที่ดี)อยู่แล้วก็คงจะต้องตอบว่าเงิน เพราะคนเราคงต้องเลือกสิ่งที่ขาดอยู่แล้ว

-ส่วนอีกด้าน ถ้าใครเจ็บปวดหรือรู้สึกทุกข์กับสิ่งที่เลือกอีกสิ่งแทน เช่น คนที่รู้สึกว่าการหาเงินหรือเรื่องเงินทำให้ใจเราเป็นทุกข์ ก็อาจจะรู้สึกว่าความรักดีกว่าในขณะที่คนที่ทุกข์กับรักมามาก ก็จะเลือกเงินดีกว่าเหมือนกัน นี่เราย่อมเลือกสิ่งที่รู้สึกมีความสุขง่ายกว่า

บางทีก็ดูชัดเจนแต่ก็อาจมีคนรู้สึกแย้งว่า ด้วยค่านิยมของสมัยนี้แล้ว มันทำให้ใครๆก็ต้องเลือกเงินมากกว่าความรักอยู่แล้ว มันก็อาจจะมีความเป็นไปได้ ซึ่งนั่นมันก็บอกอยู่แล้วเพราะเรายังรู้สึกขาดเงินไม่ได้หมายความว่าต้องจนหรือว่าขาดแคนอะไร เพียงแต่คิดว่ามันไม่มากพอที่จะตอบสนองในหลายๆด้าน จึงที่จะต้องการและเห็นความสำคัญอยู่ ไม่อย่างนั้นก็เพราะไม่เชื่อในเรื่องความรัก ก็อาจจะไม่คิดว่ามันจะมีความสุขได้ เพราะจากที่ผ่านๆมาหรืออะไรก็ตาม ที่ทำให้คิดได้ว่ายากที่จะหาสิ่งดีๆจากความรัก ซึ่งมันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรเพียงเพราะแต่เป็นมุมที่มันค่อนข้างจะละเอียดอ่อนกว่า ยิ่งสังคมในปัจจุบันที่ดูเหมือนว่า ถ้ามีเงินก็จะมีความสุขได้มากกว่า หรือเลือกรักที่มันดูโง่ แต่ถ้าทบทวนดีๆสิ่งที่อยู่ในใจอาจจะไม่มีใครพูดออกมาได้ตรงๆแล้วก็ยังมีใครที่จะอยู่ได้โดยที่ไม่มีความรัก   มันไม่มีทางหรอกที่เราจะเลือกในทางใดทางหนึ่งที่เด็ดขาด ถ้าเราเลือกสิ่งหนึ่งไปก่อน เมื่อได้มาแล้วเราก็อยากที่จะหาอีกสิ่งหนึ่ง

ในมุมหนึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่หลายๆคนไม่เคยคิดให้ดีกับคำตอบที่เรานั้นมีอยู่ในใจกันอยู่แล้ว สมมติว่า คุณเลือกเงินและมีมันมากพอ แต่ถ้าเกิดคนรักของคุณป่วยแบบที่จะต้องใช้เงินมหาศาล บางทีคุณอาจจะยอมที่จะทิ้งเงินไปเพื่อรักษาคนรักไว้ก็ได้ สมมติคุณเลือกที่จะรัก เมื่อถึงที่สุดของความลำบากในชีวิตคุณอาจทำให้คุณต้องทิ้งความรักนั้นไป เพื่อที่จะเลือกเงิน หรือเป็นฝ่ายเสียสละไปให้คนที่รักไปสบาย

มีคนไม่น้อย ด้วยเพราะความร่ำรวย สามารถมุ่งมั่นทำเพื่อบางสิ่งที่รัก หรือคนรักเป็นแรงผลักดันบัลดาลใจ

มีคนไม่น้อย ด้วยเพราะรักในบางสิ่ง หรือเพื่อคนรัก จุงมุ่งมั่นให้สำเร็จ ร่ำรวย

และนั่นไม่ว่าจะเป็นมุมไหน สองสิ่งนี้มักก็จะไปด้วยกันได้ ต้องทำความเข้าใจมันให้ดี เพราะว่ารักมักจะนิยามได้หลากหลาย และเงินก็กลายเป็นปัจจัยแห่งความสุขที่อาจจะไม่ได้หมายถึงเงินจริงๆก็ได้  ทั้งนี้ชีวิตที่ดีนั้นก็คือความพอดี ความสมดุลกันในทุกๆด้าน บางทีคำถามแบบนี้ไม่ควรที่จะเก็บมาใส่ใจ เพราะว่าเป็นคำถามที่ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย

ปล. บางคนอาจบอกว่า คำถามนี้ ระหว่างเงินกับความรัก นี่เขามักหมายถึงแฟน หรือคู่ครอง ถ้ากรณี ก็ต้องบอกว่า คนรักที่ดีจริงก็ช่วยกันทำให้มีเงินได้ หรือ มีเงินไม่ต้องมีแฟนก็ได้ แต่ต้องไม่ขาดรักอยู่ดี ก็ต้องดูอีกทีว่ารักที่ทดแทนนั้นมันเพียงพอไหม ถ้า ขาดเมื่อไหร่ คำตอบใครคนนั้นก็จะเปลี่ยนไป อีกครั้ง.. (สรุป มันก็ต้องมี 2 อย่างอยู่ดี)

ปล.2 ทำไมมามีเรื่องความรักอะไรแนวนี้ได้ ก็ขอบอกว่า เราควรมีทัศนคติดีๆ ต่อทุกสิ่ง ซึ่งก็หวังว่าเป็นบทความดีๆ บทความน่าอ่านบทความหนึ่ง ซึ่งอ่านกันไปดูหลากหลายดี ขอกันมาได้ถ้าอยากให้เขียนหัวข้ออะไร (ที่จริงได้ยินละครถามมา)

post

แรงบันดาลใจหาได้จากที่ไหน

ในสังคมทุกวันนี้ คนเราทุกคนต้องทำให้ตัวเองมีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอยู่เสมอ แรงบันดาลใจสามารถสร้างขึ้นได้แต่มันก็หมดได้เช่นกัน หากใช้ชีวิตแบบไม่มีแรงบันดาลใจแล้วหละก็ คุณจะรู้สึกเบื่อ ทำอะไรก็ไม่สนุก และที่สำคัญคุณจะไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิตอีกด้วย

การที่คนๆนึงไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิตถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องปรับทัศนคติกันหน่อย การใช้ชีวิตไปวันๆนั้นดูไม่ดีเอาเสียเลย หากวันไหนคุณรู้สึกหมดไฟ หมดแรงบันดาลใจ ทำไมคุณไม่ลองออกไปยังสถานที่ที่ไม่เคยไป ทำอะไรที่ไม่เคยทำดูหละ หลายคนบนโลกนี้ผันตัวมาเป็นนักเดินทางเพื่อหาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ลาออกจากงาน ท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆค้นหาสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยได้เห็นได้สัมผัส เพียงเพราะจะต่อแรงไฟแรงใจ ให้ชีวิตกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

คำพูดที่ว่า ไม่เจอกับตัวเองไม่รู้หรอกเป็นอย่างไร ดูแล้วอาจจะจริง ในขณะที่ยังเป็นวัยหนุ่มสาวคนเหล่านั้นจะมีไฟในการทำงาน แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอย่างที่สุด แต่กลับกัน วัยผู้ใหญ่ปลายหรือชราต้นบางคนก็ไฟใกล้มอดแล้วใกล้ม้วยหมดแล้ว 

สาเหตุหลักที่ทำให้แรงบันดาลใจของคุณหายไปอาจมาจากการที่โดดกดดันเป็นเวลานาน ทำอะไรเดิมๆซ้ำๆเป็นเวลานานจนมันเกิดความชินชาและน่าเบื่อ บางทีคุณอาจจะเบื่อมันโดยที่ไม่รู้ตัวและมองข้ามความรู้สึกตัวเองอยู่เรื่อยๆ หากเป็นแบบนี้นานๆแรงบันดาลใจในชีวิตของคุณก็จะหายไปหมด 

แล้วเราจะหาแรงบันดาลใจได้จากที่ไหนหละ หรือนำมันกลับมาได้ไหม? คำตอบไม่ยากเลย ทุกๆสิ่งใหม่ที่คุณได้ลองทำ ทุกสิ่งใหม่ที่คุณได้มองเห็น มันจะก่อเกิดแรงบันดาลใจให้ตัวคุณเองอยู่เสมอ คุณอาจจะอยากกลับมาวิ่งอีกครั้งหลังจากแขวนรองเท้าไปแล้วกว่าสิบปีเพียงเพราะได้ออกไปเห็นคนที่ไม่รู้จักกำลังวิ่งอยู่ริมชายหาด หรืออาจจะอยากกลับมาเล่นกล้องฟิลม์อีกครั้งหลังจากที่ตอนวัยหนุ่มสาวไม่มีโอกาสได้เล่นเพราะไม่มีปัจจัยมากพอที่จะแบ่งไปซื้อในสิ่งที่ชอบได้  หากชีวิตตอนนี้มันน่าเบื่อนัก ลองพักให้เวลากับชีวิตคุณดู แล้วคุณจะได้เจออะไรใหม่ๆที่ทำให้ชีวิตคุณกลับมาสดใสขึ้นอีกครั้ง

แรงบันดาลใจใหม่ๆอยู่รอบตัวคุณ เพียงแค่ต้องเปิดตาเปิดใจลงมือทำสิ่งใหม่ๆให้ชีวิตไม่น่าเบื่อ อย่าปล่อยให้ชีวิตขาดสีสัน อย่าเผลอทำตัวเบื่อโลกในขณะที่โลกยังมีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่เคยได้รู้และได้สัมผัส บางทีหากคุณได้ลองออกไปเจอโลกกว้างมันอาจจะทำให้คุณหลงไหลในสิ่งเหล่านั้นและเกิดเป็นแรงบันดาลใจที่ไม่รู้จบเลยก็ได้

หากชีวิตได้มีแรงบันดาลใจอย่างไม่รู้จบเมื่อไหร่ แน่นอนว่ามันจะต้องเป็นอะไรที่วิเศษมาก คุณจะอยากตื่นขึ้นมาเช้าๆทุกวันเพื่อเตรียมตัวจะออกไปทำในสิ่งที่คุณชอบ จะมีแรงผลักดันและมุ่งมั่งต่องานและทุกสิ่ง สิ่งที่จะได้ตามมาก็คืองานที่ออกมาดีเยี่ยม ทำให้หน้าที่การงานของคุณเจริญเติบโตก้าวหน้า อารมณ์ที่ออกมาดีมีความสุขในทุกๆวันหากชีวิตคุณเป็นอย่างแผนที่คุณวางไว้ 

แรงบันดาลใจไม่มีก็ได้ก็ไม่เห็นเป็นอะไร คำนี้ไม่ถูกต้อง แรงบันดาลใจคือจุดเริ่มต้นและก้าวแรกของทุกสิ่ง หากมีแรงบันดาลใจนั้นแล้วทุกสิ่งย่อมออกมาได้ดีเสมอ ไม่มีคำว่าสายไปสำหรับการหาแรงบันดาลใจใหม่ๆให้ตัวเอง ไม่ว่าจะค้นพบว่าตัวเองไม่มีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตในตอนที่อายุเท่าไหร่ ไม่มีคำว่าสายไปสำหรับสิ่งใหม่ที่ไม่เคยสัมผัส ในตอนที่ยังมีแรงคิดคุณสามารถทำมันได้เสมอ