5 ประโยชน์ของการฟังเพลง เสริมสร้างสุขภาพดี




เชื่อว่าหลายคนเมื่อเจอความเครียด จะหาวิธีเพื่อทำให้ตัวเองผ่อนคลายจากสภาวะนั้น หนึ่งในวิธีที่จะช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้นก็คือ การฟังเพลง มีคนมากมายชื่นชอบการฟังเพลง เพราะทำให้สนุกและเพลิดเพลิน แต่รู้หรือไม่คะว่าเพลงนอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเครียด ปรับอารมณ์และจิตใจได้แล้ว ยังส่งผลดีต่อสมองได้อีกด้วย วันนี้เรามีสาระสุขภาพเกี่ยวกับประโยชน์ของการฟังเพลงที่บางคนอาจยังไม่รู้มาฝากค่ะ
• เพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย การฟังเพลงจังหวะสนุกๆ จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ส่งผลให้สุขภาพหัวใจแข็งแรง และสามารถสร้างแรงกระตุ้นระหว่างการออกกำลังกายได้
• ผ่อนคลายความเครียด ทำให้อารมณ์ดี เพราะเพลงมีผลอย่างลึกซึ้งต่อร่างกายและเพิ่มพลังบวก ช่วยลดความกดดันและความวิตกกังวล ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ส่งผลให้สภาพจิตใจดีขึ้น
• หลับสบาย พัฒนาคุณภาพการนอน อาการนอนไม่หลับเกิดจากการทำงานของสมอง เมื่อเรายิ่งเครียดจะทำให้คลื่นสมองของเรามีความถี่สูงขึ้น ส่งผลให้สมองไม่หยุดคิดหรือนอนไม่หลับนั่นเอง เสียงเพลงจะช่วยเปลี่ยนแปลงคลื่นสมองได้ การฟังดนตรีบรรเลงเบา ๆ ช้า ๆ ไม่มีเสียงร้อง อย่างเพลงคลาสสิค จะส่งผลให้การเต้นของหัวใจลดลง ทำให้การหลับดีขึ้น
• มีสมาธิในการทำงาน เมื่อได้ฟังเพลง จะทำให้จิตใจผ่อนคลาย สามารถช่วยให้เราโฟกัสกับสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
• ช่วยพัฒนาสมอง การฟังเพลงจะทำให้สมองซีกซ้ายและซีกขวาได้ทำงานอย่างเต็มที่ เพราะเสียงเพลงจะทำให้ผู้ฟังปลดปล่อยจินตนาการ และความคิดออกมา แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อสมองซีกขวา และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้สมองซีกซ้ายอีกด้วย

ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าการฟังเพลงจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านจิตใจ อารมณ์ สติปัญญา และความจำ ว่าแล้วก็หยิบเพลงขึ้นมาฟังเพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดีกันดีกว่าค่ะ

7 ความมหัศจรรย์ของดนตรีบำบัด

1. ลดความเจ็บปวด
คนไข้ที่ผ่านการผ่าตัดเมื่อได้ฟังดนตรีจะลดอาการปวดและต้องการใช้ยาแก้ปวดน้อยลง
2. ทำให้เลือดลมดี
ฟังเพลงท่อนเพลงค่อยๆเพิ่มความดังที่ละน้อย ทำให้เส้นเลือดขยายเลือดลมเดินสะดวก
3. ควบคุมการหายใจ
เพลงจังหวะเร็วทำให้อัตราการหายใจ การเต้นของหัวใจ ความดันเลือดเพิ่มขึ้น
4.ช่วยให้ฟื้นตัวเร็ว
ในทารกที่คลอดก่อนกำหนด มีการทดสอบพบว่า ดนตรีบำบัดสามารถช่วยลดจำนวนวันที่อยู่ในตู้อบและเพิ่มน้ำหนักตัวได้
5. ชะลอชรา
ดนตรีช่วยสร้างโกรทฮอร์โมน มีการศึกษาพบว่านักดนตรีวัย 45-65 ปี มีคามจำและประสาทการฟังดีกว่าคนที่ไม่ได้เล่น
6.ต้านซึมเศร้า
ช่วยลดความเครียด ความกังวล และไม่อยากอาหารของผู้ป่วยได้
7.กระตุ้นสมอง
การฟังดนตรีช่วยกระตุ้นสมองส่วนฮิปโปแคมปัส เพิ่มประสิทธิภาพในส่วนความจำระยะยาวของสมอง

Related Post

ดนตรีเพื่อสุขภาพ HEALTHY MUSICดนตรีเพื่อสุขภาพ HEALTHY MUSIC



เมื่อพูดถึงเรื่องดนตรี เรามักเกิดความรู้สึกที่ดี เพราะดนตรีก่อให้เกิดความสุข ความบันเทิงใจได้ง่าย สมัยก่อนเรารู้จักดนตรีในแง่สุนทรียศาสตร์และการศึกษา และจะหาชมดนตรีได้ไม่ง่ายนัก แต่ในปัจจุบัน เป็นยุคโลกาภิวัฒน์ เราสามารถหาชมดนตรีได้ตลอดเวลา และที่สำคัญคือ วงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ค้นพบว่า ดนตรีสามารถใชัรักษาความเจ็บป่วยของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี และใช้พัฒนาคุณภาพชีวิต ดนตรีเป็นศิลปะ ที่อาศัยเสียงเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ไปสู่ผู้ฟัง เป็นความสุนทรีย์ที่ถ่ายทอดด้วยจิตใจและพลังความคิด ก่อให้เกิดความสุข ความซาบซึ้ง ความประทับใจได้ตามระดับการรับรู้ของแต่ละคน ดนตรีเป็นศิลปะที่ง่ายต่อการสัมผัส มีคนเคยกล่าวว่าดนตรีเป็นภาษาสากลเพราะสามารถเป็นสื่อความรู้สึกของชนทุกชาติได้ ดังนั้นคนที่โชคดีมีประสาทรับฟังเป็นปกติ ก็สามารถหาความสุขจากการรับฟังดนตรีได้ นักวิทยาศาสตร์พบว่าเสียงดนตรีจะกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายในเรื่อง อัตราการหายใจ การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต การตอบสนองทางม่านตา ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ

ความเชื่อเรื่องการใช้ยาความเชื่อเรื่องการใช้ยา



เรามักมีความเชื่อผิดๆบ้างความเข้าใจเรื่องการใช้ยา เราจะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจกับความเชื่อเรื่องการใช้ยาไปดูกันเลย ความเชื่อยาฉีดมีประสิทธิภาพมากกว่ายากิน ไม่จริงเสมอไป เพราะยาชนิดกินก็มีประสิทธิภาพในการรักษาเช่นกัน เพียงแต่ยาฉีดจะใช้สำหรับผู้ป่วยบางรายที่การทำงานของลำไส้หรือกระเพาะอาหารมีปัญหา ดูดซึมยาผิดปกติหรือติดเชื้อรุนแรง หรือในกรณีที่ต้องการให้ยาที่ออกฤทธิ์เร็ว  การใช้ยาฉีดจะดีกว่ายากิน เนื่องจากไม่ต้องรอให้ยาดูดซึมจนถึงระดับการรักษาของยา แต่ยากินจะมีโอกาสติดเชื้อน้อยกว่ายาฉีด ความเชื่อว่ายาต่างประเทศมีประสิทธิภาพมากกว่ายาในประเทศ ไม่จริง เพราะยาทุกชนิดไม่ว่าจะยาไทยหรือยาต่างประเทศ ก่อนวางจำหน่ายล้วนผ่านการตรวจสอบโดยละเอียดและผ่านการรับรองแล้วว่ามีประสิทธิภาพในการรักษา ความเชื่อว่าการกินยาชนิดใดนานๆ จะมีผลต่อตับและไต ขึ้นอยู่กับสภาวะของคนไข้ว่ามีปัญหาการทำงานของตับหรือไตหรือไม่ นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับการใช้ยาที่ถูกวิธี ถูกขนาดหรือไม่ หากมีการใช้ยาโดยไม่มีข้อบ่งชี้ ก็อาจมีผลต่อตับหรือไตได้ หรืออาจได้รับผลข้างเคียงของยา ความเชื่อว่าการกินยาชนิดใดนาน จะทำให้ดื้อยา หากการกินยานั้นอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่ปัญหาที่พบส่วนมากคือคนไข้ส่วนหนึ่ง หลังจากกินยาไปช่วงเวลาหนึ่งแต่ยังไม่ครบตามแพทย์สั่ง ก็หยุดกินยาเอง หลังจากนั้นหากมีการกลับมากินยาชนิดนั้นอีกครั้ง