ดนตรีบำบัด




“ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดาน เป็นคนชอบกลนัก” บทประพันธ์นี้อยู่ในเรื่อง “เวนิสวาณิช” พระราชนิพนธ์แปลในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จาก “The Merchant of Venice” ของ William Shakespeare
ดนตรีมิใช่มีเพื่อนำความสุข ความสุนทรีย์ในอารมณ์มาสู่ผู้เล่นและผู้ฟัง หรือทำให้เกิดความเพลิดเพลิน ไพเราะเสนาะหูเท่านั้น ดนตรียังให้อะไรมากกว่าที่คิด หลายท่านคงได้ยินคำว่า “ดนตรีบำบัด” มาแล้ว

ดนตรีบำบัด (music therapy) คือ การใช้กิจกรรมทางดนตรี ไม่ว่าจะเป็นการฟังหรือเล่นดนตรี การร้องเพลง แต่งเพลง เพื่อบำบัดความเจ็บป่วย ฟื้นฟูสภาพร่างกาย อารมณ์ และสติปัญญา ดนตรีบำบัดมักใช้ในโรงพยาบาล ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ โรงเรียน สถานเลี้ยงดู หรือแม้กระทั่งในที่พักอาศัย ผู้อ่านคงเคยไปโรงพยาบาลบางแห่ง โดยเฉพาะโรงพยาบาลของรัฐซึ่งมีผู้ไปรับการรักษาเป็นจำนวนมาก จะมีวงดนตรีของกลุ่มอาสาสมัครไปร้องเพลงขับกล่อมให้คนไข้และประชาชนได้รับฟังเพื่อผ่อนคลายอาการเจ็บป่วย หรือลดความเครียดจากการรอคอยเพื่อรับบริการต่าง ๆ ในโรงพยาบาล

มีคำกล่าวว่า ดนตรีเป็น “mind medicine” ดนตรีใช้เป็นเครื่องมือในการรักษามานานหลายศตวรรษ ธรรมชาติของดนตรีที่ไร้พรมแดน มีได้หลากหลายรูปแบบ ทำให้เข้ากับคนได้อย่างไม่จำกัดเพศ วัย เชื้อชาติและศาสนา ดนตรีช่วยในการรักษาปัญหาทางร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าท่านจะฟังดนตรีประเภทใด ลูกทุ่ง ลูกกรุง หรือดนตรีคลาสสิก (classical music) ดนตรีกระตุ้นสมองเกือบทุกส่วน เช่น ส่วน auditory (การได้ยิน), motor cortex (เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของแขน ขา ใบหน้า) limbic system (อารมณ์ จิตใจ การตระหนักรู้ ความเข้าใจ และความจำ)

จากการวิจัย พบว่า ผู้ป่วยก่อนเข้ารับการผ่าตัด เมื่อได้ฟังดนตรี จะช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล ระดับของ cortisol ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียดลดลง มากกว่าการใช้ยา การเรียนเปียโนควบคู่ไปกับการทำกายภาพบำบัด ช่วยให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีอาการอัมพาตที่แขนซีกซ้ายหรือซีกขวาเพียงซีกเดียว สามารถเคลื่อนไหวร่างกายชนิดที่ต้องอาศัยทักษะอย่างละเอียด ได้ดีกว่าและมากกว่าผู้ที่ทำกายภาพบำบัดเพียงอย่างเดียว อย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิจัยยังพบด้วยว่าการฟังดนตรี ช่วยลดอาการปวดแบบเรื้อรังได้ถึงร้อยละ 21 และลดภาวะซึมเศร้าได้ถึงร้อยละ 25 นอกจากนี้ยังช่วยให้อารมณ์สงบ และช่วยบำบัดอาการนอนไม่หลับ

ดนตรีบำบัดช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับบุคลิกภาพ เช่น ช่วยเพิ่มความมั่นใจและการกล้าแสดงออก เด็กที่มีปัญหาด้านการพูด อาจใช้ดนตรีกระตุ้นให้เด็กสามารถพูดและฟังได้ดีขึ้น ช่วยเด็กให้เรียนรู้ในการฝึกควบคุมอารมณ์ของตนเอง ช่วยให้เกิดจินตนาการ และการฝึกคิดวิเคราะห์ พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว การทำงานสอดประสานกันของอวัยวะส่วนต่าง ๆ เช่น ตาและมือ และยังช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ การฝึกหัดเล่นดนตรีอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้เกิดระเบียบวินัย เกิดความความมานะพยายามและความอดทน ซึ่งจะนำไปสู่ผลสำเร็จ คือสามารถเล่นดนตรีที่ต้องการได้

แม้ว่าการใช้ดนตรีบำบัด ส่วนใหญ่จะให้ผลลัพธ์ที่ดี แต่ไม่ควรใช้ดนตรีบำบัดเพียงอย่างเดียวในการรักษาในรายที่มีอาการค่อนข้างรุนแรง การรักษารูปแบบอื่น ๆ เช่นการใช้ยา การทำกายภาพบำบัดหรือจิตบำบัด ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน การใช้ดนตรีบำบัดจะให้ผลดีมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความชอบดนตรี และสภาวะทางร่างกายและจิตใจของต่ละบุคคล ซึ่งมีความแตกต่างกัน ทำให้การตอบสนองต่อการใช้ดนตรีบำบัดแตกต่างกันไปด้วย

ดังนั้นการใช้นักดนตรีบำบัด (music therapist) ที่ผ่านการศึกษาด้านดนตรีบำบัด จึงมีความสำคัญ นักดนตรีบำบัดจะต้องพิจารณาถึงความชอบทางดนตรี ประสบการณ์ทางดนตรี สภาวะแวดล้อม และสภาพทางร่างกายและจิตใจของผู้รับการบำบัด ประกอบการรักษา เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงและยั่งยืน วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ของมหาวิทยาลัยมหิดล มีการเปิดสอนในสาขาดนตรีบำบัด ซึ่งนอกจากการเรียนการสอนแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมดนตรีและดนตรีบำบัดนอกสถานที่ เช่น ที่โรงพยาบาลศิริราชและสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ มีการจัดอบรมระยะสั้นทางด้านดนตรีบำบัดให้แก่กลุ่มบุคคลหรือองค์กรที่สนใจ

ดนตรีมิได้มีประโยชน์ต่อผู้ที่มีปัญหาหรือมีโรคภัยทางร่างกายและจิตใจเท่านั้น คนปกติอย่าง เรา ๆ ท่าน ๆ สามารถใช้ดนตรีเพื่อความเพลิดเพลินเจริญใจ ผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานหรือการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน เลือกดนตรีที่ต้องด้วยรสนิยมของท่าน ซึ่งปัจจุบันสามารถหาฟังได้ง่าย ๆ ตามวิทยุหรือทีวี ใน website ของ You Tube ก็มีดนตรีที่ช่วยผ่อนคลาย (relaxing music) ดนตรีที่ช่วยในการทำสมาธิ (meditation music) หรือดนตรีที่ช่วยให้หลับ (sleeping music) ให้เลือกตามความชอบใจอยู่มากมาย เมื่ออ่านบทความนี้จบแล้ว “ฟังดนตรีเถิด ชื่นใจ”

Related Post

ความเชื่อเรื่องการใช้ยาความเชื่อเรื่องการใช้ยา



เรามักมีความเชื่อผิดๆบ้างความเข้าใจเรื่องการใช้ยา เราจะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจกับความเชื่อเรื่องการใช้ยาไปดูกันเลย ความเชื่อยาฉีดมีประสิทธิภาพมากกว่ายากิน ไม่จริงเสมอไป เพราะยาชนิดกินก็มีประสิทธิภาพในการรักษาเช่นกัน เพียงแต่ยาฉีดจะใช้สำหรับผู้ป่วยบางรายที่การทำงานของลำไส้หรือกระเพาะอาหารมีปัญหา ดูดซึมยาผิดปกติหรือติดเชื้อรุนแรง หรือในกรณีที่ต้องการให้ยาที่ออกฤทธิ์เร็ว  การใช้ยาฉีดจะดีกว่ายากิน เนื่องจากไม่ต้องรอให้ยาดูดซึมจนถึงระดับการรักษาของยา แต่ยากินจะมีโอกาสติดเชื้อน้อยกว่ายาฉีด ความเชื่อว่ายาต่างประเทศมีประสิทธิภาพมากกว่ายาในประเทศ ไม่จริง เพราะยาทุกชนิดไม่ว่าจะยาไทยหรือยาต่างประเทศ ก่อนวางจำหน่ายล้วนผ่านการตรวจสอบโดยละเอียดและผ่านการรับรองแล้วว่ามีประสิทธิภาพในการรักษา ความเชื่อว่าการกินยาชนิดใดนานๆ จะมีผลต่อตับและไต ขึ้นอยู่กับสภาวะของคนไข้ว่ามีปัญหาการทำงานของตับหรือไตหรือไม่ นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับการใช้ยาที่ถูกวิธี ถูกขนาดหรือไม่ หากมีการใช้ยาโดยไม่มีข้อบ่งชี้ ก็อาจมีผลต่อตับหรือไตได้ หรืออาจได้รับผลข้างเคียงของยา ความเชื่อว่าการกินยาชนิดใดนาน จะทำให้ดื้อยา หากการกินยานั้นอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่ปัญหาที่พบส่วนมากคือคนไข้ส่วนหนึ่ง หลังจากกินยาไปช่วงเวลาหนึ่งแต่ยังไม่ครบตามแพทย์สั่ง ก็หยุดกินยาเอง หลังจากนั้นหากมีการกลับมากินยาชนิดนั้นอีกครั้ง

เสียงดนตรี

เสียงดนตรี กระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยในครรภ์เสียงดนตรี กระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยในครรภ์



เสียงดนตรี กระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยในครรภ์      เสียงดนตรี กระตุ้นพัฒนาการลูกน้อย พัฒนาการของทารกในครรภ์ มีความสำคัญอย่างมาก เพราะช่วงที่ลูกอยู่ในครรภ์ เซลล์ของสมองจะเริ่มมีจำนวนและขนาดเพิ่มขึ้น เกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทจำนวนมากและเติบโตขยายเครือข่ายอย่างรวดเร็วเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ตั้งแต่ลูกน้อยในครรภ์มีอายุประมาณ 8 สัปดาห์ จนถึงคลอดออกมาแล้วมีอายุ 2 ขวบ เสียงดนตรี ที่ควรใช้ให้ลูกฟัง      จากงานวิจัยจากสหรัฐอเมริกา ได้มีการทดลอง และมีการค้นพบแล้วว่า ใช้ในการกระตุ้น พัฒนาการของลูกน้อยได้ตั้งแต่ตอนที่อยู่ในครรภ์ ก็คือการใช้ “ดนตรี” ให้คุณแม่ตั้งครรภ์ฟังเป็นประจำทุกวัน ผลการวิจัยพบว่า